พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์มีหนาว ! สรรพากรสั่ง "แพลตฟอร์ม" ส่งรายได้เข้าระบบ
31 ธ.ค. 2566 | sukanya_san

"กรมสรรพากร" ออกประกาศให้แพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งฐานข้อมูลรายได้ "พ่อค้า-แม่ค้า" เข้าระบบ เริ่มรอบบัญชี 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป
Business thai
31 ธ.ค. 2566 | sukanya_san

"กรมสรรพากร" ออกประกาศให้แพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งฐานข้อมูลรายได้ "พ่อค้า-แม่ค้า" เข้าระบบ เริ่มรอบบัญชี 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ได้ออกประกาศให้ แพลตฟอร์มออนไลน์ ต่าง ๆ ที่ให้บริการซื้อขายสินค้า เช่น ช้อปปี้ ลาซาด้า ไลน์แมน แกร็บ และ Tiktok เป็นต้น ส่งฐานข้อมูลผู้ประกอบการที่ร่วมให้บริการในระบบทั้งหมดให้กรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.67 เป็นต้นไป
ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แพลตฟอร์มในประเทศในการพิสูจน์การมีเงินได้ เนื่องจากที่ผ่านมากรมฯ จะรู้ข้อมูลของผู้ให้บริการ แต่ไม่รู้ว่าร้านค้าหรือผู้ที่เข้าไปขายของในแพลตฟอร์มเป็นใคร มียอดขายหรือรายได้เท่าไหร่ จึงออกประกาศ เพื่อให้ผู้ให้บริการนำส่งข้อมูล เพราะปัจจุบันธุรกิจออนไลน์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงได้พัฒนาระบบ เพื่อรับข้อมูลที่มีปริมาณมากในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
โดยรายละเอียดของประกาศนั้น กำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลต ฟอร์มที่จดทะเบียนในไทย และมีหรือเคยมีรายได้ในรอบบัญชีเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องทำบัญชีพิเศษ หรือ บัญชีที่แสดงข้อมูลรายรับของอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มที่ได้รับจากผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ขายสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกต่อกรมฯ ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ธุรกิจ E-Commerce หรือการซื้อขายสินค้า ผ่านออนไลน์ ได้เข้ามามีผลต่อชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดวิถีชีวิตแบบ New Normal ที่ผู้คนหันมาซื้อขายของออนไลน์กันมากขึ้น ส่งผลให้การค้าขายสินค้าออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเข้าถึงคนได้ทุกระดับ จน E-Commerce ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในปัจจุบัน โดยในปี 2566 คาดว่ามูลค่าการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวมของประเทศจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการขับเคลื่อนระบบนิเวศพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกภาคส่วนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแบบเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้กระทรวงฯ ได้ตั้งเป้ามูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ 7.1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 และยังได้ตั้งเป้าสัดส่วนมูลค่าสินค้าที่ส่งออกไปยังต่างประเทศของผู้ประกอบการที่ค้าขายผ่านตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ที่20% ภายในปี 2570 เพื่อให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเติบโตทั้งภายในและระหว่างประเทศ