แม้ว่าในปัจจุบัน ตลาดกาแฟพิเศษยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แต่ก็ถือเป็นทางเลือกในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าเกษตร และเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้ากาแฟของเกษตรกรไทย รวมทั้งกาแฟเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมีความต้องการสูง และตลาดสินค้ากาแฟมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลการผลิตและการค้ากาแฟของโลก กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) รายงานว่า ปีการผลิต 2565/66 โลกมีผลผลิตรวม 10.20 ล้านตัน(เป็นพันธุ์อาราบิก้า5.41ล้านตัน และโรบัสต้า 4.79 ล้านตัน ในปีการผลิต 2566/67 (คาดการณ์ ณ มิถุนายน 2566) จะมีผลผลิตรวม 10.46 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.5% เทียบกับปีก่อนเป็นพันธุ์อาราบิก้า5.78ล้านตัน และโรบัสต้า4.68 ล้านตัน
สำหรับ ผู้ผลิตกาแฟสำคัญของโลก ได้แก่ เวียดนาม บราซิล และอินโดนีเซีย สำหรับความต้องการใช้ ในปีการผลิต 2565/66 และ 2566/67 โลกมีความต้องการเมล็ดกาแฟ 10.10 และ 10.21 ล้านตัน ตามลำดับ ประเทศที่มีความต้องการมากที่สุด คือ สหภาพยุโรป รองลงมา ได้แก่ สหรัฐฯ บราซิล ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์
ส่วนสถานการณ์การผลิตและการค้ากาแฟของไทย ในปี 2565 มีผลผลิตกาแฟ 18,689 ตัน (เป็นพันธุ์อาราบิก้า 9,135 และโรบัสต้า 9,554 ตัน ตามลำดับ) มีการส่งออกกาแฟและผลิตภัณฑ์ เป็นมูลค่า 109.17 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.1% จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็น (1) เมล็ดกาแฟ (พิกัดศุลกากร 0901) 631.6 ตัน เป็นมูลค่า 3.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (135.38 ล้านบาท) และ (2) กาแฟสำเร็จรูป (พิกัด 210111 และ 210112) 23,347 ตัน เป็นมูลค่า 105.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,655.21 ล้านบาท)
ตลาดส่งออกเมล็ดกาแฟที่สำคัญของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น กัมพูชา สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ แคนาดา สำหรับตลาดส่งออกกาแฟสำเร็จรูปที่สำคัญ ได้แก่ กัมพูชา ลาว ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา