นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมามีการใช้จ่ายไปแล้ว จึงถือเป็นการติดลบในสถานการณ์ปกติใกล้เคียงกับปีก่อน
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 52 พบว่าพฤติ กรรมการใช้จ่ายในช่วงวันแม่ปี 66 นี้ เป็นครั้งที่ 2 ที่เม็ดเงินสะพัดลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยครั้งแรก เกิดขึ้นในปี 63 ที่เริ่มมีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้วันแม่ในปี 63 เม็ดเงินในการใช้จ่ายลดลงถึง 28% จากปี 62
สำหรับเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ K เชฟ ซึ่งกลุ่มที่ยังได้อานิสงส์ยังเป็นภาคการท่องเที่ยว หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และ ไอที ขณะที่ธุรกิจภาคอื่นๆ เริ่มนิ่ง เห็นสัญญานซึมตัวลง เริ่มตั้งแต่การเมืองไม่นิ่ง มีความไม่แน่นอน โดยเริ่มตั้งแต่มิ.ย.-ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้น จึงเริ่มเห็นสัญาณความผิดปกติของกำลังซื้อที่ไม่คึกคัก และแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอ่อนแอลง ประกอบกับช่วงไตรมาส 3 ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว
ทั้งนี้หวังว่าจะได้รัฐบาลใหม่ในเดือนส.ค.-ก.ย.นี้ ถ้าตั้งรัฐบาลได้ เศรษฐกิจจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งการจับมือกันได้ของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ทำให้เริ่มเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น เพราะจะทำให้เสียงเกิน 121 เสียง
ทั้งนี้คาดว่าหากรวมกับพรรคอื่นจะได้เสียงเกิน 250 เสียง แต่ก็ต้องจับตาในส่วนของวุฒิสภาด้วยว่า จะสนับสนุนเสียงให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่ โดยเฉพาะการเสนอชื่อของนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ ต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญว่า จะโหวตชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำได้หรือไม่ หากสามารถโหวตได้ อาจถูกปฎิเสธโดยสว. และอาจมีผลต่อการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนอื่นด้วยเช่นกัน
" ทางออกทางการเมือง คือ ประเทศต้องมีรัฐบาล ทุกฝ่ายต้องเสียสละเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ กำหนดนโยบาย บริหารประเทศ และทำงบประมาณ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายในปลายปี"