ประเทศไทยเจอความท้าทาย 2 เรื่อง คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้สภาอุตสาหกรรมต้องทรานส์ฟอร์มกระบวนการผลิตทั้งหมดของประเทศ เพื่อทำให้ไทยมีความสามารถแข่งขัน สภาอุตฯได้กำหนดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 3 กลุ่ม คือ1.ธุรกิจ S-Curve 2.BCG และ 3.Climate change
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ระบุ ไทยเป็นประเทศที่รองรับการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนจีน เนื่องจากไทยมีจุดแข็ง จากการที่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางอาเซียน มีการขนส่งสินค้าที่สะดวก,มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพที่สุดในภูมิภาค เช่น สนามบิน ท่าเรือ ถนน นิคมอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม มีซัพพลายเชนที่ครบวงจร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลัก คือ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เคมิคอลส์ ซึ่งประเทศไทยมีซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพ มีบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งวิศวกร และช่างเทคนิค ฯลฯ
ประเด็นที่นักลงทุนจีนให้ความสำคัญ คือ เรื่องความปลอดภัย และ resiliency ปัจจุบันทั่วโลกเกิดความขัดแย้งกันแต่ไทยเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทีดีกับประเทศต่างๆ ทำให้การมาตั้งฐานผลิตในประเทศสามารถทำธุรกิจหรือค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก ไทยไม่มีภัยธรรมชาติที่รุนแรง ไม่มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติ
ดังนั้นทำให้บริษัทจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยประสบความสำเร็จ 99% ของบริษัทที่เข้ามาลงทุน บริษัทจีนหลายบริษัท ที่เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย ไม่ใช่แค่จำหน่ายสินค้าในประเทศไทย แต่มาตั้งฐานผลิตเพื่อเป็นฐานจำหน่ายสินค้าไปทั่วโลก