เมื่อจำแนกตามรายได้ พบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 40,001 ถึง 50,000 บาท มองว่าการเมืองและ
การเลือกตั้งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 273 รองลงมา ได้แก่ รายได้ตั้งแต่ 50,001 ถึง 100,000 บาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 271 รายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 186 รายได้ตั้งแต่ 100,001 บาท ขึ้นไป เพิ่มขึ้นร้อยละ 168 รายได้ตั้งแต่ 10,001 ถึง 20,000 บาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 160 รายได้ตั้งแต่ 20,001 ถึง 30,000 บาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 156 รายได้ตั้งแต่ 30,001 ถึง 40,000 บาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 110 และรายได้ตั้งแต่ 5,001 ถึง 10,000 บาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 65 ตามลำดับ
สำหรับประชาชนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมองว่า การเมืองและการเลือกตั้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผล ต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 172 รองลงมา ได้แก่ อนุปริญญา ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 158 ปริญญาตรี ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 121 มัธยม/ปวช. ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 83 และระดับต่ำกว่ามัธยม ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 71 ตามลำดับ
ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวเพิ่มเติมว่า การให้ความสำคัญด้านการเมืองและการเลือกตั้งของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
จากเดิมมีลักษณะกระจุกตัวเฉพาะกลุ่มในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (ม.ค. 2566) ไปสู่ทุกกลุ่มให้ความสำคัญการเมืองและ การเลือกตั้งมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้การเลือกตั้ง และยังส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นด้วย สะท้อนถึง การคาดหวังในนโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้มีการหาเสียงไว้ ซึ่งคาดว่าจะตอบโจทย์ของคนในแต่ละกลุ่ม อย่างครบถ้วน ดังนั้น หากจะรักษาโมเมนตัมให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับช่วงเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องหลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว นโยบายต่างๆ ควรมีการดำเนินให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง สนค. จะได้ติดตามและสะท้อนความคาดหวังของประชาชนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อไป เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการส่งเสริมการดำเนินนโยบายภาครัฐที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการประชาชนอย่างตรงจุดให้มากที่สุด