ปัจจุบันหลินกั่งอยู่ระหว่างการพัฒนาศูนย์ Big Data ระดับสากลเพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตัล
ด้วยความพร้อมสรรพดังกล่าว และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ทำให้พื้นที่หลินกั่งในปี 2022 มีมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมสมัยใหม่มากกว่า 40% และสามารถดึงดูดการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 9% จาก 5.5% ของปีก่อน โดยเฉพาะ TESLA ตั้งแต่เริ่มตั้งสายพานการผลิต และการผลิตในขั้นตอนต่าง ๆ เป็นข้อพิสูจน์ว่านครเซี่ยงไฮ้มีการดำเนินการจนเป็นที่น่าพึงพอใจ
นอกจากนี้บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังได้เข้าไปลงทุนในเซี่ยงไฮ้เมื่อกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็มีแผนจะขยายการลงทุนในเขตหลินกั่ง นายธนากร เสรีบุรี นายกสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เผยว่าประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของจีน และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน ประกอบกับการที่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ริเริ่มโครงการ Belt and Road Initiative มาตั้งแต่ปี 2556 นับแต่นั้นจีนกลายเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องมาเป็นเวลา 10 ปี โดยในปี 2565 ปริมาณการค้าระหว่างไทยและจีนมีมูลค่าสูงถึง 135,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้จีนยังกลายเป็นประเทศที่มาลงทุนในมูลค่าสูงสุดของไทย อาทิ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเลคทรอนิคส์ อาหาร เวชภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์เกี่ยวกับการขนส่ง ตลอดจนอุตสาหกรรมอื่น ๆ
อีกทั้งการพัฒนาความร่วมมืออย่างลึกซึ้งภายใต้กรอบความร่วมมือ TCEP และแม่โขง-ล้านช้าง รวมไปถึงยุทธศาสตร์ 4.0 ของไทย และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก "อีอีซี" ตลอดจนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องของการก่อสร้างทางรถไฟไทย-จีน ประเทศไทยในฐานะประเทศที่สำคัญในอาเซียน มีความเพียบพร้อมทั้งในด้านกฎระเบียบและนโยบายภาครัฐที่เอื้ออำนวยสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศด้วยทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
สมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างไทยและจีนมาแล้วร่วม 40 ปี มีสมาชิกเป็นจำนวนมากที่ต้องการไปลงทุนในประเทศจีน เนื่องจากประเทศจีนมีตลาดใหญ่กำลังการซื้อสูง และมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการลงทุน
"เมื่อคิดถึงการลงทุนในประเทศจีน ต้องนึกถึงนครเซี่ยงไฮ้ก่อนเป็นลำดับแรก" ซึ่งมีหลายบริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมของเราได้เข้าไปลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้แล้ว และประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่ บริษัทชั้นนำของไทย อย่างเครือซีพี
ขณะเดียวกัน "รถยนต์เอ็มจี" ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง เอสเอไอซี มอเตอร์ จากนครเซี่ยงไฮ้ กับ เครือ ซีพี ของไทย เป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เรายิ่งมีความมั่นใจต่อการลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้ จนขณะนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกเกือบ 900 บริษัท ได้มาตั้งสำนักงานใหญ่ในนครเซี่ยงไฮ้ และยังมีอีกกว่า 530 บริษัท เข้ามาตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา
เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านครเซี่ยงไฮ้ มีความน่าสนใจที่ต้องพิจารณาถึงเป็นพิเศษสำหรับนักลงทุนจากต่างประเทศนับตั้งแต่ดำเนินการปฏิรูปและเปิดประเทศ จนทำให้จีนกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในฐานะเมืองที่ทันสมัยที่สุด จนมีฉายาว่า "นครเซี่ยงไฮ้ เมืองที่เปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมในทุก 3 ปี"
ในปี 2565 GDP ของนครเซี่ยงไฮ้สูงถึงกว่า 650,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมาตรฐานการดำรงชีพของชาวเซี่ยงไฮ้ก็พัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นเมืองที่มีกำลังซื้อสูงสุดในประเทศจีน
อนึ่ง งานสัมมนาในครั้งนี้มีแขกรับเชิญพิเศษ ร่วมกล่าวสานความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจที่แนบแน่นระหว่างไทย-เซี่ยงไฮ้ อาทิ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และเลขาธิการบีโอไอ ท่ามกลางผู้แทนภาครัฐและเอกชนของไทยและจีนที่เข้าร่วมงานรวมราว 300 คน รวมทั้งยังมีการลงนามความร่วมมือระหว่างกันรวมทั้งสิ้น 6 ฉบับ การลงนามบันทึกข้อตกลง รวม 14 ราย ประกอบด้วยบริษัทและองค์กร ซึ่งครอบคลุม 6 โครงการที่สำคัญ ได้แก่
1. รถยนต์พลังงานใหม่ BGAC/ Neta
2. ด้านการเงิน Kasikorn Bank/ Lingang Shanghai
3. ธุรกิจอัญมณี Yong Tai Gems/ Donghao Lansheng Group
4. ด้านธุรกิจนำเข้า-ส่งออกผลไม้สด Mr. Fruity/ Orient International (Holding) Co., Ltd.
5. ด้านการแพทย์ Rui Jin Hospital / Chinese Academy of Science Bangkok Cooperation Center/ Mahidol University
6. ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน Thai Chamber of Commerce in China/ Thai-Chinese Promotion of Investment and Trade Association/ Invest Shanghai