100 ปีกฎหมายชั่งตวงวัดไทย กับภารกิจ"กรมการค้าภายใน"
27 มี.ค. 2566

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พาย้อน 100 ปี ที่มาของกฎหมายชั่งตวงวัดไทย กับภารกิจรักษาความเป็นธรรมทางการค้า
Business thai
27 มี.ค. 2566

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พาย้อน 100 ปี ที่มาของกฎหมายชั่งตวงวัดไทย กับภารกิจรักษาความเป็นธรรมทางการค้า
ในปีนี้ (2566) กฎหมายมาตรชั่งตวงวัดไทย มีอายุครบ 100 ปีหรือ 1 ศตวรรษพอดิบพอดี หากย้อนไปสมัยรัชกาลที่6 ที่ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2466” ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกที่มีการบังคับใช้ ซึ่งเป็นไปตามพระราชปรารถรัชกาลที่ 5 หลังสยามประเทศได้มีการค้าขายกับต่างประเทศ โดยสินค้าสำคัญขณะนั้น คือ ข้าวจำเป็นต้องตวงซื้อตวงขาย ต่อมาในปี 2445 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เพิ่มมาตราการชั่งและวัดเข้าไปด้วย
ในยุคปัจจุบันในปี 2538 ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายชั่งตวงวัด (International Organization of Legal Metrology, OIML) และในปี 2542 ในหลวงรัชกาลที่9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ. ศ.2542” ขึ้นและมีผลบังคับใช้ในทันที ก่อนจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2557
“งานชั่งตวงวัดนั้น มีความสำคัญมากเนื่องจากว่าเดิมเราใช้มาตรชั่งตวงวัดที่หลากหลาย แค่หน่วยวัดระยะทางก็ต่างกันแล้ว ไทยเองใช้หน่วยเป็นคืบ ศอก และวา ส่วนทางตะวันตกก็ใช้เซ็นติเมตร เมตร และกิโลเมตร จีนก็มีหน่วยเป็นลี่ จึงยังไม่เป็นเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อความสะดวกและยุติธรรมในการค้าขาย จึงเป็นที่มาของพ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัดฯ และใช้มาจนถึงทุกวันนี้”
ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลสำนักชั่งตวงวัด ย้อนที่มาของกฎหมายมาตรชั่งตวงวัดไทย ก่อนมีการกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับสากลและมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน โดยบทบาทงานชั่งตวงวัดของกรมการค้าภายในนั้น เป็นการให้ความเป็นธรรมกับคน 3 กลุ่มใหญ่
โดยกลุ่มแรก คือ ประชาชนผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าไม่ว่าอาหารสด อาหารแห้งหรืออื่นๆ โดยใช้เครื่องชั่งเครื่องตวงและเครื้องวัดต่างๆ อีกกลุ่ม คือ เกษตรกรที่ขายผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งต้องมีการชั่งน้ำหนักและตรวจวัดขนาดหรือคุณภาพของสินค้า ดังนั้นเครื่องชั่งตวงวัดต้องมีความเที่ยงตรงเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด กลุ่มสุดท้าย คือ พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการ ก็จะต้องได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าในเรื่องของขนาด น้ำหนัก และคุณภาพเช่นกัน
จึงเป็นภารกิจสำคัญของสำนักงานกลางชั่งตวงวัด และสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด 32 แห่งทั่วประเทศ ในสังกัดกรมการค้าภายใน ในการเข้าไปตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งเครื่องตวงและเครื่องวัดเพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย
“ทุกวันนี้กรมการค้าภายในมีภารกิจในการตรวจสอบและให้คำรับรองเครื่องชั่ง เครื่องตวง เครื่องวัดที่หลากหลายมาก แค่เฉพาะเครื่องชั่งก็มีหลายประเภทแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องชั่งสปริง เครื่องชั่งดิจิตอล เครื่องชั่งขนาดเล็ก เช่น เครื่องขั่งที่ร้านทอง เครื่องชั่งขนาดใหญ่ เช่น เครื่องชั่งรถยนต์ โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่าเครื่องชั่งตวงวัดจะต้องผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ การตรวจรับรองแต่ละครั้งมีอายุ 2 ปีตาม พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 มาตรา 25 ยกเว้นเครื่องชั่งบางประเภท และหากมีการนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า ไม่ว่าเครื่องชั่งประเภทใดก็ตามต้องได้รับการตรวจสอบให้คำรับรองทั้งหมด” รองอธิบดีกรมการค้าภายในระบุ
ด้วยภารกิจที่มากขึ้นและหลากหลายขึ้น ขณะข้าราชการและลูกจ้างกองชั่งตวงวัดมีเพียงแค่หลักกรมฯ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างเครือข่ายกับภาคประชาชนและผู้ประกอบการตลาดต่างๆ โดยขออาสาสมัครและจัดฝึกอบรม “สายตรวจอาสา DIT” เพื่อทำหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเครื่องชั่ง ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และสำรวจราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของประชาชนด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของอธิบดีกรมการค้าภายใน (นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม) โดยสายตรวจอาสา DIT มีบทบาทในการช่วยตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าผู้บริโภคที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดนั้นๆ ร้อยตรีจักรากล่าว
นอกจากการสร้างเครือข่ายสายตรวจอาสา DIT แล้ว กรมฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ภายใต้กฎหมายมาตราชั่งตวงวัด เพื่อให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปยิ่งขึ้น โดยในเชิงลึกจะเป็นการปรับปรุงระบบงานชั่งตวงวัดเดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และในเชิงกว้างจะเป็นการขยายขอบเขตงานให้ครอบคลุมและสามารถรักษาความเป็นธรรมได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ศตวรรตที่สองของกฎหมายชั่งตวงวัดไทย
ข่าวล่าสุด