เนชั่นทีวี

Business thai

ครบ 1 ปีวิกฤต รัสเซีย-ยูเครน ย้อนมองผลกระทบส่งออกของไทย กับ โอกาสในอนาคต

24 ก.พ. 2566 | wanida_phe

ครบ 1 ปีวิกฤต รัสเซีย-ยูเครน ย้อนมองผลกระทบส่งออกของไทย กับ โอกาสในอนาคต

24 ก.พ. 2566 ครบรอบ 1 ปี ของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยประเทศไทยในช่วง1 ปีที่ผ่านมานั้น ต้องเสียหายจากการส่งออก ไปทั้งทางตรง และ ทางอ้อม แต่ในวิกฤตนี้ สนค. ยังมองเห็นโอกาส ของการส่งออกไทย ไปยังตลาดที่สุ่มเสี่ยง อย่าง "รัสเซีย"

ความขัดแย้งครั้งยิ่งใหญ่ของโลก ระหว่าง รัสเซีย กับ ยูเครน ที่ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว นับตั้งแต่รัสเซีย ทิ้งระเบิดลูกแรก เปิดฉากสงครามอย่างเป็นทางการใน ยูเครนเมื่อ 24 ก.พ. 2565 นั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แค่เพียงในยูเครนเท่านั้น แต่แรงสั่นสะเทือนนี้ยังกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในทันที ไม่เว้นแม้แต่ประเทศคนละซีกโลก อย่างประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบด้านการส่งออกทั้งทางตรง และ ทางอ้อม ตามไปด้วย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทย ต้องเผชิญกับความไม่แน่นนอน และ ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งผลกระทบทางตรงที่เห็นได้ชัดเจนคือ การหดตัวของการส่งออกไปยังรัสเซียและยูเครน อันเนื่องมาจากปัญหาด้านระบบขนส่งและโลจิสติกส์ และ ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการ สนค.

โดยการส่งออกไปยังรัสเซียปรับตัวลดลง 10 เดือนต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2565 ทำให้การส่งออกทั้งปี 2565 หดตัวถึง 43.3% เมื่อเทียบกับปี 2564 เช่นเดียวกับการส่งออกไปยูเครนที่หดตัวรุนแรง 12 เดือนต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2565 ทำให้ทั้งปี 2565 หดตัว 71.4% และแม้ว่าสัดส่วนการส่งออกไปยังทั้งสองประเทศโดยตรงรวมกันจะมีเพียง 0.5% จากมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่ผลกระทบ ที่รุนแรงกว่านั้น คือผลกระทบทางอ้อมจาก “ราคาพลังงาน”

ราคาพลังงานสูง เงินเฟ้อเพิ่ม ส่งออกไทยงะชัก

เมื่อรัสเซีย ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ถูกคว่ำบาตร ราคาพลังงานทั่วโลกจึงปรับสูงขึ้น จากการชะงักงันของห่วงโซ่การผลิต ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง ตลอดจนทำให้วัตถุดิบบางชนิดต้องขาดแคลน อาทิ เหล็ก แร่สำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่ ธัญพืช (ข้าวสาลี ข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน) และปุ๋ย เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น ราคาพลังงาน และ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูงยาวนานนั้น ผลักดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นทั่วโลก นำมาซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ  ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวตามมา และวนกลับมากระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยผลกระทบดังกล่าวเริ่มเห็นได้ชัดเจนในช่วง ครึ่งหลังของปี 2565 ที่การส่งออกของไทยชะลอตัวลงต่อเนื่องจนติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 20 เดือนเมื่อเดือน ต.ค.2565 ที่ 4.4% และหดตัวต่อเนื่องในเดือน พ.ย. ที่ 6%  และ ธ.ค. 14.6%   ส่งผลให้ครึ่งปีหลังการส่งออกหดตัว 1.2% แม้ภาพรวมจะยังขยายตัวได้ 5.5% จากอานิสงค์การส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี

ทั้งนี้หากดูลึกในรายละเอียด จะพบว่าการส่งออกไปรัสเซียที่หดตัวค่อนข้างสูง เป็นการส่งออกรถยนต์ที่เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปยังรัสเซียมาโดยตลอด (สัดส่วนประมาณร้อยละ 30) ที่หดตัวถึง 75.2%  ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งของรัสเซีย ที่ได้รับความเสียหาย จากมาตรการคว่ำบาตรค่อนข้างรุนแรง

ครบ 1 ปีวิกฤต รัสเซีย-ยูเครน ย้อนมองผลกระทบส่งออกของไทย กับ โอกาสในอนาคต

“มองว่าหลังจากนี้ไทยยังมีโอกาส ส่งออกส่วนประกอบ และ อุปกรณ์รถยนต์ เนื่องจากรัสเซียเริ่มขาดแคลนเพราะผลกระทบจากการถอนธุรกิจของชาติตะวันตก ขณะที่สินค้าอื่น ๆ หลายรายการยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดรัสเซีย โดยการส่งออกสินค้า หลายรายการขยายตัวได้ในระดับสูงในปี 2565 อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม อาหารสัตว์ และเครื่องดื่มเป็นต้น ” นายพูนพงษ์ กล่าว

ส่งออกไปรัสเซีย - ยูเครน โอกาสในวิกฤติของไทย ?

สำหรับการส่งออกไปยังรัสเซียในปี 2566 มีโอกาสฟื้นตัว กลับมาได้มากขึ้น ด้วยสัญญาณที่ดีจากเศรษฐกิจรัสเซียในปี 2565 ที่หดตัวเพียง 2.1% ซึ่งดีกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ ในช่วงแรกของความขัดแย้งว่าจะหดตัวมากกว่า 10% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจรัสเซียยังแข็งแกร่ง และ สามารถรับมือกับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร ได้มากกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ในปี 2566 IMF คาดว่าเศรษฐกิจรัสเซียจะกลับมาเติบโตที่ได้ 0.3%

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย จึงควรใช้โอกาส ขยายตลาด จากการที่รัสเซีย พยายามหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนสินค้า จากมาตรการคว่ำบาตร และ ทดแทนสินค้า ของชาติตะวันตก ที่ออกไปจากตลาด ประกอบกับการที่รัสเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ และ มีกำลังซื้อสูง ดังนั้น มองว่าสินค้าไทยยังมีโอกาสอีกมากในตลาดรัสเซีย แตกต่างจากตลาดยูเครน ที่ยังฟื้นตัวได้ยากกว่า

นายพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แนวโน้มสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนหลังจากนี้นั้น มองว่าการสู้รบจะยังคงมีความยืดเยื้อ เนื่องจากรัสเซีย ส่งสัญญาณ การยกระดับปฏิบัติการทางทหาร และ วางแผนเพิ่มกำลังพล ตลอดจนการระงับสนธิสัญญา ควบคุมการใช้อาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสร้างความกังวล ว่าอาจบานปลายกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์

ขณะที่ชาติตะวันตกหรือ NATO ก็พร้อมที่จะตอบโต้รัสเซีย ทั้งด้านการทหาร ด้วยการส่งอาวุธล้ำสมัย ให้ยูเครนมากขึ้นควบคู่ไปกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย และ ยังยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนยูเครนไปจนกว่าความขัดแย้งจะได้ข้อยุติ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยเอง ควรประกันความเสี่ยง ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแสวงหาการค้าใหม่ๆ ที่มีโอกาสเติบโตเป็นทางเลือก ทางรอดของการส่งออกไทย 

ครบ 1 ปีวิกฤต รัสเซีย-ยูเครน ย้อนมองผลกระทบส่งออกของไทย กับ โอกาสในอนาคต

ข่าวล่าสุด