2.1 ล้านราย ตรงนี้รัฐจะมีกลไกอย่างไรเพื่อเข้าไปช่วยเหลือให้คนกลุ่มนี้ฟื้นตัวกลับมา และทบทวนกลไกให้กลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูงมีแต้มต่อและได้รับดอกเบี้ยต่ำ ปัจจุบันดอกเบี้ยของกลุ่มรายย่อยสูงกว่ารายใหญ่หลายเท่าตัว ทำให้กลุ่มนี้เป็นเพียงการทำงานหาใช้หนี้ การผลักดันนโยบายต่างๆ ของภาครัฐสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีต้องแก้ปัญหาเป็นรายเซคเตอร์และเป็นโฟกัสกลุ่มซึ่งแต่กลุ่มมีความต้องการที่ต่างกัน ให้เอสเอ็มอีไม่เจอทางตัน
สำหรับแนวทางที่เอสเอ็มอีมองเป็นทางรอด ประกอบด้วย เศรษฐกิจบีซีจี เน้นกลไกเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้า การสร้างความยั่งยืนร่วมกับนวัตกรรมใส่ในธุรกิจเอสเอ็มอี รวมทั้งเชื่อมโยงกลไกทางการเงินและแผนการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาช่องทางในการพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น เช่น ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ สนับสนุนให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างกลุ่มผู้ประกอบการ SME เป็นต้น
ด้านรองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ ธพว. โมกุล โปษยะพิสิษฐ์ ระบุ ระยะต่อไปหากต้องการขยายธุรกิจต้องพิจารณาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งไม่ควรที่จะพึ่งพาเพียงสถาบันการเงินใดการเงินหนึ่ง ซึ่งเอสเอ็มอีอาจจะมีข้อดีในเรื่องความไวในการปรับตัว แต่ยังมีความเปราะบาง แหล่งเงินทุนจำกัด การบริหารธุรกิจยังไม่เป็นระบบ ซึ่งจะต้องมีการปรับตัว
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการในไทยมีมากกว่า 3 ล้านราย โดย 95% เป็นเอสเอ็มอี แต่มีสัดส่วนของจีดีพีเพียง 35% เท่านั้น สื่อให้เห็นว่าประเทศยังขับเคลื่อนด้วยธุรกิจขนาดใหญ่ หากต้องการผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ต้องมีการสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง