กกต.ให้ข้อมูลมาแค่นี้ "เนชั่นทีวี" ถอดรหัสต่อ พบว่า 2 คำร้องแรก เป็นคำร้องให้"ยุบพรรคพลังประชารัฐ" คือ
-กรณีแจกกล้วยพรรคเล็ก ที่ผู้กองคนดังออกมาแฉ และมีคนร้องไปที่ กกต.
-กรณีเงินบริจาคของ "ตู้ห่าว" หรือ "ห่าว เจ๋อตู้" ที่ได้บริจาคเงินในชื่อ นายชัยณัฐร์กรณ์ ชายานันท์ (ชื่อไทยหลังเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทย) เป็นเงิน 3 ล้านบาท ให้กับพรรคพลังประชารัฐ แต่ปัจจุบัน นายตู้ห่าว ถูกจับกุม ยึดทรัพย์ และไม่ได้ประกันในข้อหาเป็น “นายทุนจีนเทา”
ส่วนคำร้องที่ 3 ชัดเจนว่าเป็นพรรคก้าวไกล
ทั้ง 3 คำร้องนี้ อยู่ในชั้นมีมูลพอจะไต่สวนในเบื้องต้น ยังไม่ได้มีการชี้มูลความผิด และยังไม่ได้อยู่ในชั้นรอมติ กกต.ชุดใหญ่ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค แต่ต้องบอกว่า ทั้ง 3 คำร้อง ส่งผลให้ 2 พรรคการเมือง และคนใน 2 พรรคนี้ หนาวๆ ร้อนๆ พอสมควร
ส่วนสารพัดคำร้องที่มี "นักร้อง(เรียน)" ยื่นกล่าวหาให้ยุบพรรคเพื่อไทย ราวๆ สิบกว่าคำร้อง และให้ยุบพรรคก้าวไกล อีกหลายคำร้องนั้น ถูกตีตกหมดแล้ว โดยทีมกฎหมายของ กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว พบว่า ไม่มีมูลพอ จึงเสนอคณะกรรมการ กกต.เห็นชอบ และแจ้งผลไปยัง "นักร้อง(เรียน” เรียบร้อยแล้ว แต่ “นักร้อง(เรียน)" ไม่ได้รายงานต่อสังคม หรือสร้างข่าวครึกโครมเหมือนตอนไปยื่นคำร้อง
งานนี้จึงการันตีได้เลยว่า ถ้าเลือกตั้งเร็ว ยุบสภาต้นปี น่าจะยังไม่มีคำร้องใหม่ให้ยุบพรรคเพื่อไทยเพื่อเตะตัดขา หรือเตะสกัดแผนแลนด์ไลด์ให้หัวคะมำได้ หากจะเปรียบพรรคเพื่อไทยในยามนี้ว่าเป็น "พยัคฆ์ติดปีก" ก็ไม่ผิด
และก็ต้องให้เครดิตคู่แข่ง ซึ่งหมายถึง "ผู้มีอำนาจในปัจจุบัน" ด้วย ที่ไม่ใช้เกมใต้ดิน เพื่อเล่นงานพรรคเพื่อไทยในคดียุบพรรคตามที่เป็นข่าวมาตลอด
แน่นอนว่าเมื่อมีคนได้เปรียบจากกติกาบัตร 2 ใบ หาร 100 ก็ต้องมีคนเสียเปรียบจากกติกานี้ และก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือคนที่เคยได้เปรียบจากกติกา "บัตรใบเดียว" เมื่อปี 62 นั่นเอง
พรรคที่กระอักที่สุด น่าจะเป็น "ก้าวไกล" เพราะได้ปาร์ตี้ลิสต์มาถึง 50 ที่นั่ง ส่วน ส.ส.เขตได้มา 30 ที่นั่ง
รองลงมาคือ"พรรคภูมิใจไทย" ที่ได้อานิสงส์จากระบบบัตรเดียว ยกระดับตัวเองจากพรรค 30 เสียง ขึ้นมาเป็นพรรค 50 เสียง ได้ปาร์ตี้ลิสต์เกิน 10
อีกพรรคหนึ่งก็คือ "พลังประชารัฐ" ซึ่งเป็น "พรรครวมการเฉพาะกิจ" สืบทอดอำนาจ ภาคแรก ประสบความสำเร็จ แพ้เพื่อไทยไปแค่สิบกว่าเสียง ทำให้ชิงจัดตั้งรัฐบาลได้
สำหรับในการเลือกตั้งปี 66 พรรคใหม่ของบิ๊กตู่ ในฐานะ "พรรครวมการเฉพาะกิจ" สืบทอดอำนาจ ภาค 2 น่าจะได้รับผลกระทบพอสมควร แม้จะพยายามเฟ้นหา ส.ส.เขตมาการันตีแทนก็ตาม แต่โอกาสในการได้ปาร์ตี้ลิสต์เป็นกอบเป็นกำ ค่อนข้างน้อย เนื่องจากชื่อพรรคยังไม่ติดหู
ล่าสุดมี "กูรู" คาดการณ์การจับขั้วตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งเอาไว้แบบนี้
1.แม้พรรคใหม่"บิ๊กตู่" จะดูคึกคัก แต่สุดท้ายอาจรับประทานแห้ว เพราะกติกาไม่เข้าทาง และการแข่งขันในระบบเขต ดุเดือด ไม่สามารถการันตีชัยชนะได้ จนกว่าจะประกาศผลจริง
2.มีข่าวยืนยันจาก "คนใหญ่" ในพรรคชาติไทยพัฒนาว่า ขณะนี้มีดีลกับ "คนแดนไกล" เรียบร้อยแล้ว จับมือกันตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งแน่
3.พลังประชารัฐยุค "ลุงป้อม" มีโอกาสสูงที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย เพราะต้องไม่ลืมว่า คนที่ชงแก้รัฐธรรมนูญ จนเปลี่ยนกติกาเลือกตั้งเป็นบัตร 2 ใบ สมดังเจตนาของ "คนแดนไกล" คือ "ลุงป้อม" จากคำแนะนำของ "ผู้กอง" โดยใช้เสียง ส.ว.อาณัติของ "ลุงป้อม" ช่วยกันโหวตหนุน จนประสบความสำเร็จในวันนี้
ฉะนั้นดีลลับจึงน่าจะมีจริง และน่าจะไปร่วมงานกันจริง "ลุงป้อม" ถึงกล้าบอกกับลูกพรรคที่ไม่ย้ายตาม "น้องตู่" ว่า อยู่ที่นี่ได้เป็นรัฐบาลแน่ๆ
4.ข้างฝ่ายประชาธิปัตย์ ก็ขยับออกห่าง แม้จะได้สมหวังเรื่องปรับ ครม. แต่ก็เป็นสิ่งที่ ปชป.ต้องได้อยู่แล้ว เพราะเป็นโควต้าของพรรคตัวเอง แถมต้องบอกว่าได้ช้าไปด้วยซ้ำ กลายเป็นสุญญากาศอยู่ตั้งนาน
ถ้ายังจำกันได้ "คนโตประชาธิปัตย์" เคยประกาศ "ปลดแอก" จากฝั่ง "บิ๊กตู่" เพราะไม่พอใจที่ใช้เกมดูด และปล่อยข่าวทำลายเรื่องเลือดไหลออก โดยคนจากฝั่งพรรคใหม่นายกฯ ทำให้ "คนโต" รายนี้เล่นบทกร้าว ย้ำชัดไม่เคยตกลงว่าจะจับมือกันหลังเลือกตั้ง
ล่าสุดประชาธิปัตย์ กำลังเดินเกมหลายๆ ด้าน ทั้งด้านภาพลักษณ์ ด้านนโยบาย และเกมใต้ดิน บนดิน เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง หวังเป็น "ตัวแปร" ร่วมข้างไหน ข้างนั้นได้เป็นรัฐบาล
บทสรุปจากมุมมองของ "กูรูการเมือง" ณ วันนี้ก็คือ มีโอกาสสูงที่พรรคใหม่ลุงตู่ กับภูมิใจไทย จะกอดคอกันเป็นฝ่ายค้าน และอาจมีก้าวไกลร่วมด้วยอีกพรรค เรียกว่าเป็นฝ่ายค้าน "ยุคดูไม่จืด" จริงๆ