"กระแสนิยมพรรค-ผู้สมัครส.ส.ระบบเขต" นั้นแยกขาดจากกัน หากใช้บัตรเลือกตั้งสองใบเพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะ"เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ" กันชัดแจ้ง โดยพรรคที่ "คุ้นหูคุ้นตา" ชาวบ้านร้านตลาดได้เปรียบพรรคอื่นๆ (ต้องบวกกระแสนิยมพรรคนั้นๆในจังหวัด-ภูมิภาค นั้นๆ ประกอบไปด้วย )
ผลเลือกตั้งส.ส.77 จังหวัด เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2562 พบว่า 81 พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส. ได้รับคะแนนเสียงรวมกัน 35,532,647 คะแนน โดยพรรคพลังประชารัฐมีฐานคะแนนสูงสุด 8.43 ล้านเสียง พรรคเพื่อไทยได้คะแนน 7.92 ล้านเสียง และจำแนกตามปีกการเมืองได้ดังนี้ (ตัดพรรคจิ๋วคือพรรคที่ได้ส.ส.จากการปัดเศษออกไป)
พรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย(ฝ่ายค้านในตอนนี้)
• พรรคเพื่อไทย 7,920,630 เสียง
• พรรคอนาคตใหม่ 6,265,950 เสียง
• พรรคเสรีรวมไทย 826,530 เสียง
• พรรคประชาชาติ 485,436 เสียง
• พรรคเพื่อชาติ 419,393 เสียง
• พรรคพลังปวงชนไทย 81,733 เสียง
พรรคที่ถูกเรียกว่าพรรคสืบทอดอำนาจ (ฝ่ายรัฐบาลในตอนนี้)
• พรรคพลังประชารัฐ 8,433,137 เสียง
• พรรคประชาธิปัตย์ 3,947,726 เสียง
• พรรคภูมิใจไทย 3,732,883 เสียง
• พรรคชาติไทยพัฒนา 782,031 เสียง
• พรรคเศรษฐกิจใหม่ 485,664 เสียง
• พรรครวมพลังประชาชาติไทย 416,234 เสียง
• พรรคชาติพัฒนา 252,044 เสียง
• พรรคพลังท้องถิ่นไทย 213,129 เสียง
• พรรครักษ์ผืนป่าแห่งประเทศไทย 136,597 เสียง
• พรรคพลังชาติไทย 73,781 เสียง
ดังนั้น หากส่องส.ส.ในวันนี้ของพรรคหลักๆ(จำแนกตามภูมิภาค)จะพบว่า ผลเลือกตั้งส.ส.ระบบเขตเมื่อปี 2562 พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ชนะ ส.ส.เขต มากที่สุดใน"ภาคเหนือ" คือได้ 25 ที่นั่ง จาก 33 ที่นั่ง ที่เหลือเฉลี่ยให้พรรคอื่นๆ
พรรคประชาธิปัตย์เสียที่นั่งใน"ภาคใต้"(ฐานเสียงสำคัญ)ไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง คือชนะ ส.ส.เขต 22 ที่นั่งจาก 50ที่นั่ง ขณะที่พรรคพลังประชารัฐได้ส.ส.13 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 8 ที่นั่ง พรรคประชาชาติได้ ส.ส. ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน 6 ที่นั่ง ส่วนอีก 1 เขตเป็นของพรรครวมพลังประชาชาติไทย
ส่วน"ภาคอีสาน"นั้น ปี 2562 พรรคเพื่อไทยยังครองได้เป็นส่วนใหญ่แต่ได้ส.ส. 84 ที่นั่ง ( ลดลง 11% จากปี 2554) พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 16 ที่นั่ง ( จ.บุรีรัมย์เหมาครบ 8 เขต) พรรคพลังประชารัฐ ได้ส.ส. 11 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ส.ส. 2 ที่นั่ง พรรคอนาคตใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนาได้ ส.ส. พรรคละ 1 ที่นั่ง
"ภาคกลาง"ที่มี 121 ส.ส.นั้นพบว่า ปี 2562 พรรคพลังประชารัฐได้ส.ส. 58 ที่นั่ง (คิดเป็น 48% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด) พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. 18 ที่นั่ง (ลดลงจากปี 2554 ร้อยละ 28) พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. 15 ที่นั่ง พรรคอนาคตใหม่ได้ 16 ส.ส. พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 15 ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนาได้ ส.ส. 5 ที่นั่ง
"กทม."ที่มี 30 เก้าอี้ให้ลุ้น พบว่า ปี 2562 พบว่าพรรคประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ โดยพรรคพลังประชารัฐขึ้นมาครองอันดับ 1 ใน กทม. แทน โดยได้ 12ส.ส ส่วนพรรคเพื่อไทยได้มา 9ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 9 ที่นั่ง
ส่วน"ส.ส.บัญชีรายชื่อ"นั้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้แม้แต่คนเดียว(ตาม กฎส.ส.พึงมี ) ในตอนนั้นกกต. ประกาศการคำนวณเพื่อหาจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ว่าพรรคที่จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นต้องได้คะแนนเสียงอย่างน้อยประมาณ 70,000 คะแนนขึ้นไป
กติกาดังกล่าว จึงปรากฎผลออกมาว่า "พรรคอนาคตใหม่" ได้ 50 ส.ส. พรรคพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ได้ 19 คนเท่ากัน พรรคภูมิใจไทย 12 ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย 10 ส.ส. พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 ส.ส.พรรคเพื่อชาติ 5 ส.ส. พรรครวมพลังประชาชาติไทย 4ส.ส. พรรคชาติพัฒนา 4 ส.ส. พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 ส.ส. พรรคชาติพัฒนาและรักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคละ 2 ส.ส.
ส่วนพรรคหนึ่งเสียงนั้นคือ พรรคพลังปวงชนไทย/พลังชาติไทย/ประชาภิวัฒน์/พลังไทยรักไทย/ไทยศรีวิไลย์/ประชานิยม/ครูไทยเพื่อประชาชน/ประชาธรรมไทย/ประชาชนปฏิรูป/พลเมืองไทย/ประชาธิปไตยใหม่/พลังธรรมใหม่/ไทรักธรรม
ฉะนั้นเมื่อสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 100 (คือ จำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปหารด้วยคะแนนรวมในบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองทั่วประเทศ จนได้ตัวเลขเป็นฐานคะแนนต่อส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน แล้วนำคะแนนของแต่ละพรรค การเมืองมาดูว่า ได้คะแนนเท่าใด แล้วจึงคิดออกมาเป็นสัดส่วนของ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคจะคว้าได้ในสภาฯ จนครบ 100 คน
ตัวอย่างการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 100 หากบัตรคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั่วประเทศ รวมกันแล้วมีทั้งสิ้น 37,000,000 คะแนน ก็นำ 37,000,000 ไปหารด้วย 100 จะเท่ากับได้ 370,000 คะแนนต่อส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน ) ดังนั้นโอกาสพรรคจิ๋วๆในการเลือกตั้งงวดหน้าคงจะปิดฉากได้ล่วงหน้าแล้วว่า "จอดป้ายนี้"
ภาวะการเมืองตอนนี้อย่าลืมว่าบางพรรคกระแสขึ้น บางพรรคกระแสลง บวกกับการเกิดขึ้นของพรรคใหม่ การย้ายพรรคของคีย์แมนการเมือง แต่หากอิงตัวเลขเมื่อปี 2562 น่าจะประเมินกันได้บ้างแล้วว่า สถานการณ์หกเดือนก่อนครบวาระสี่ปีนับจากนี้ โอกาสของพรรคใดมีมากกว่ากัน...สำหรับการได้ชัยชนะบนสนามเลือกตั้ง