คำยืนยันนี้สอดรับกับสิ่งที่"อุตตม สาวนายน" หัวหน้าพรรค ระบุว่า พรรคสร้างอนาคตไทยได้เปิดกรอบยุทธศาสตร์ 5 แก้ไข 5 สร้าง พร้อมทั้งนำเสนอนโยบายการจัดตั้งกองทุนสร้างอนาคตไทย (3แสนล้านบาท)เพื่อเป็นกลไกหลักที่จะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ
สอดรับกับสิ่งที่นายสุรนันทน์เคยแจ้งไว้ว่า" พรรคอยากเห็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล จนถึงจังหวัดภาคตะวันออกภายใต้โครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) เติบโตเป็นมหานครของโลก (Greater Bangkok Metropolis) ซึ่งจะเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ ที่มีความสมดุลทั้งพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย และการรักษาสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกันกรุงเทพฯ จะเป็นกลไกอำนวยความสะดวกและสนับสนุน (Facilitator) การเจริญเติบโตของจังหวัดอื่น ๆ ทุกจังหวัด (Bangkok Connect) ตามนโยบายพรรคที่จะทำให้ทุกจังหวัดมีโอกาสสร้างความเจริญเติบโตภายใต้เงื่อนของแต่ละจังหวัด (77 Growth Engine)"
ตรงนี้สังคมจะเข้าใจ-ไว้วางใจพรรคนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับยุทธการสร้างความหวัง ความเชื่อมั่นของคีย์แมนพรรคนี้ในยามจากนี้ไป
แต่อีกวาระหนึ่งที่น่าจับตาคือการทยอยเปิดตัวสมาชิกพรรค-อดีตส.ส.ในช่วงที่ผ่านมาว่า แต่ละพรรคมีขุมกำลังอย่างไรที่จะชิงแต้มไว้ในมือเพราะ"ระบบบัตรเลือกตั้งส.ส.สองใบ-หาร100นั้น" ( ขนานนโยบายพรรค) ผู้สมัครส.ส.ทั้งสองระบบมีผลร่วมกัน และอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ลึกกว่านั้น อย่าลืมว่า ผู้สมัครส.ส.ระบบเขตมีผลยิ่งกับคะแนนผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยเฉพาะต่างจังหวัดนั้น "ระบบบ้านใหญ่/อดีตส.ส."ยังมีความสำคัญต่อโอกาสที่ผู้สมัครส.ส.จะ"สอบได้"มากกว่า"สอบตก"
ดังนั้นจะเห็นว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าเป็น "อุตตม สาวนายน" หัวหน้าพรรค สุพล ฟองงาม แกนนำภาคอีสานเดินสายแนะนำนโยบายพรรคให้ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ภาคอีสาน, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมภาคใต้ โปรโมทอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายเป็นระยะ โดยเฉพาะพันเอก(พิเศษ)สุชาติ จันทรโชติกุล ธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล อดีตผู้ว่าจ.ตรัง และ อดีตผู้ว่าจ.สุราษฎร์ธานีที่มาเสริมทัพด้ามขวานทอง(ชิงแต้มพรรคภูมิใจไทย/ประชาธิปัตย์เป็นการเฉพาะ)
ขณะเดียวกันการเปิดพื้นที่ให้"คนรุ่นใหม่"เข้ามาอาสาทำงานการเมืองแก้ไขปัญหาพื้นที่นั้นๆเคียงข้างไปด้วยก็เป็นสิ่งจำเป็น (เลือกตั้งหลายครั้งในหลายพื้นที่พบว่าผู้สมัครหน้าใหม่ล้มยักษ์ได้แบบฮือฮาทั้งเมือง)และต้องเดินเคียงข้างกันไป และอย่าลืมว่าสนามกทม.มีความแปรผันกับหลากพรรคสูงยิ่ง
ดังที่เคยปรากฏว่า ส.ส.วันนี้-อดีตส.ส.หลายสมัยสอบตก/พ่ายแพ้ให้คนหน้าใหม่การเมืองกันมานักต่อนักแล้ว(ปรากฏการณ์นกแล) จึงพบว่ากทม.บางเขตนั้น นายสุรนันทน์ขยับเปิดตัวอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย (เช่นร้อยเอกรชฏ พิสิฐบรรณกร อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ,นางลลิตา ฤกษ์สำราญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ,นาวาอากาศโทนพ.รวยลาภ เอี่ยมทอง อดีตส.ส.กทม.,นายประจวบ อึ้งภากรณ์ อดีตส.ส.กทม. )เพื่อมาลุยชิงแต้มขั้นต้นในบางเขตให้อุ่นใจ
ส่วนน้ำหนัก"แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์"นั้น พบว่า การบ้านข้อนี้ของ"เดอะปุ้ม"นับว่าหนักอึ้ง เพราะ 33 เขตเลือกตั้งในกทม.ที่จะใช้กับการเลือกตั้งส.ส.งวดหน้า(เดิมมี 30 เขตเลือกตั้ง) นั้นสนามนี้พรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกลยังหวังกวาดเก้าอี้(เพื่อไทยในตอนนี้มี 11ส.ส. ก้าวไกล 10ส.ส.) ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่สูญพันธุ์ไปในงวดที่แล้วหวังคัมแบ็ก โดยชู"ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์" เป็นหัวหอก ขณะที่พรรคพลังประชารัฐมี 11 ส.ส.เมืองหลวงในวันนี้ก็ลุ้นหนักเพราะกระแสพรรคตอนนี้มิใช่แรงบวก ด้านพรรคน้องใหม่ เช่นพรรครวมไทยสร้างชาติที่ระดมอดีตขุนพลจากพรรคสีฟ้าหวังลุ้นในบางเขตคล้ายกับพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หวังได้ส.ส.กทม.หลายเขตเช่นกัน
แต่ความหวังนั้นยังพอมีให้ลุ้น.... เพราะวงในแจ้งว่า"เดอะปุ้ม" ทาบทามอดีตทีมงานรักษ์กรุงเทพบางส่วนมาเสริมทัพ เน้นคนทำงาน/คนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และเกาะติดพื้นที่มาลุย โดยตอนนี้พบว่าเร็วๆนี้จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.และทีมงานอีกครั้ง (อาจเปลี่ยนแปลงรายชื่อ/ระบบเลือกตั้งตามความเหมาะสม ) เช่น ชนม์กรุณ จารุกุลพรไพศาล/ อภิชาติ จรัสโภคา/ พงศพัศ กตรุณวิสิทธิ์/น.ส.พัชรนันท์ โกศลสมบัตินนท์ ฯลฯ โดยคนรุ่นใหม่นี้"เดอะปุ้ม"คัดกรองด้วยตัวเอง ( บางคนขึ้นป้ายแนะนำตัวในบางเขตไปบ้างแล้ว) โดย"เดอะปุ้ม"ใช้ประสบการณ์สมัยพรรคพลังธรรม/ไทยรักไทยมาเป็นตัวเทียบเคียง
รอลุ้นว่าพรรคใหม่พรรคนี้จะสมหวังเพียงใด (โดยเฉพาะสนามกทม.ที่เป็นดัชนีชี้วัดหลัก)และการเปิดตัวซาร์เศรษฐกิจไทยที่ชื่อ"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์"และ"สมคิดโมเดล"นั้นจะซื้อใจคนไทยได้แค่ไหน...กับการเลือกตั้งงวดหน้าในไม่กี่วันข้างหน้านี้