"ประชาธิปัตย์"แม้จะเชี่ยวกรากด้านการเมืองและโลดแล่นผ่านร้อนผ่านหนาว แต่จุดตายของประชาธิปัตย์เริ่มก่อหวอดที่กระทรวงเกษตรฯทุกครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน คลื่นใต้น้ำเริ่มขึ้นอย่างช้าๆเนิบๆ ตั้งแต่วันที่มีการปล่อยข่าวว่าที่ปลัดคนใหม่
คำถามคือ...นักการเมืองจะไม่ฟังเสียงข้าราชการประจำใช่หรือไม่ ไม่สนใจความรู้สึกของคนในกระทรวงเกษตรหรือเปล่า
เมื่อ..ประชาธิปัตย์ห่างจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปนานพอ กลับมาบริหารกระทรวงเกษตรฯ ไม่แปลกเมื่อมีอำนาจคนจะวิ่งหา เมื่อบารมีสูงล้ำคนจะเริ่มเข้าใกล้ สิ่งนี้หละที่ทำให้มองไม่ออกใครเป็นใคร
"ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย " ประชาธิปัตย์จะเลือกปลัดกระทรวงเกษตรฯแบบไหน ข้าราชการประจำก็จะเลือกประชาธิปัตย์แบบนั้น รวมไปถึงประชาชนก็จะเลือกเช่นเดียวกัน
"เสี่ยต่อ" เฉลิมชัย ศรีอ่อน จับยามสามตาดู อดีตใครเป็นมาอย่างไร พินิจพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน หากยังดันทุรังเชื่อผู้มีบารมีใกล้ตัว ได้ลงเหวกันถ้วนหน้าแน่ หรือลองเรียก ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สอบถามกันดู ปัญหาหลักๆคือการยอมรับของคนในกระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่แค่เรียกระดับรองอธิบดีทั้งกระทรวงฯไปจิบน้ำชาตบเท้าแสดงพาวเวอร์แล้วจะจบ ในขณะที่อธิบดีหลายคนมองหน้าเหรอหราเมื่อลูกน้องตัวเองแท้ๆทำแบบนั้น
ปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่นี่หละจะเป็นเครื่องชี้ ประชาธิปัตย์จะทำเพื่อตัวเองหรือทำเพื่อส่วนรวม
แม้ "เลขาธนา" จะยืนยันหนักแน่ "ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนคณะผู้บริหาร ทุกระดับ มีเป้าหมายการทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นสำคัญ เราให้ความสำคัญและคุณค่ากับทุกตำแหน่งเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การสานต่องานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นไปบนพื้นฐานอย่างเท่าเทียม มีความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้"
ประโยคนี้พิสูจน์ง่ายนิดเดียวเมื่อตำแหน่งปลัดออกมา "คนในกระทรวง" จะรู้โดยอัตโนมัติ พรรคประชาธิปัตย์ทำเพื่อใคร ถ้ายังจะดันทุรัง เลือกตั้งครั้งหน้าตัวใครตัวมัน