เฮลิคอปเตอร์ลำที่ 2
- เฮลิคอปเตอร์ : ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ก
- วันที่เกิดเหตุ : 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย
1. พันตรีประพันธ์ เจียมสูงเนิน (นักบิน 1 - ผู้บังคับหมวดบริการและซ่อมบำรุง กองบินปีกหมุนที่ 9 ผสม)
2. พันตรีชูพันธ์ พลวรรณ (นักบิน 2 - นักบินกองบินปีกหมุนที่ 9 ผสม)
3. จ่าสิบเอกสมคิด วงษ์ตาแสง (ช่างเครื่อง - ช่างบินปีกหมุน กองบินปีกหมุนที่ 9 ผสม)
4. สิบเอกอร่าม วงศ์สิงห์ (ช่างซ่อมเครื่องบินปีกหมุนโจมตี ตอนซ่อมบำรุงเครื่องบิน หมวดบริการและซ่อมบำรุง กองบินปีกหมุนที่ 9)
5. พลตรีตะวัน เรืองศรี (ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9)
6. ร้อยเอกเจษ สุขใจ (รองผู้บังคับการร้อยลาดตระเวณระยะไกล ที่ 9)
7. ร้อยเอกจักรพันธ์ บำรุงพืช (นายทหารยุทธการ ฝ่ายยุทธการและการข่าว ร้อยลาดตระเวณระยะไกล ที่ 9)
8. สิบตรีอิทธิศักดิ์ หิณะสุทธิ์ (พลทหารโทรเลข ร้อยลาดตระเวณระยะไกล ที่ 9)
9. ศรวิชัย คงตันนิกูล (ช่างภาพสายการเมืองสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 - อดีตช่างภาพสายการเมืองสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย)
เฮลิคอปเตอร์ลำที่ 3
- เฮลิคอปเตอร์ : เบลล์ 212
- วันที่เกิดเหตุ : 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย
1. พันตรีฐิระรัตน์ แก้วกระมล ผู้บังคับอากาศยาน ตอนขนส่งทางอากาศ หมวดขนส่งกำเนิด สังกัดกองบินปีกหมุนที่ 2 ศูนย์การบินทหารบก (นักบิน 1)
2. ร้อยโทปูรณะ หวานใจ ตอนขนส่งทางอากาศ หมวดขนส่งทางอากาศ สังกัดกองบินปีกหมุนที่ 2 (นักบิน 2)
3. จ่าสิบเอกวิเชียร จันทร์พัฒน์ ช่างซ่อมบินปีกหมุน หมวดบริการและซ่อมบำรุงเครื่องบิน (ช่างเครื่อง)
ในลำที่ 3 นี้ มีผู้รอดชีวิต 1 นายคือ สิบเอกพัฒนพร ต้นจันทร์ (ช่างเครื่อง)
สาเหตุของอุบัติเหตุ
ในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ได้มีรายงานความคืบหน้าในการกู้ซากแบล็กฮอว์ก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สูนย์ประสานงาน ได้รับรายงานว่ามีการพบ ELT 96 สีส้ม หรือกล่องดำ ที่บันทึกการบินของเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กที่ประสบอุบัติเหตุแล้ว โดยสันนิษฐานว่า จากสภาพของแบล็กฮอว์กที่ตกจนชิ้นส่วนแตกกระจาย แต่ล้อยางไม่แตกนั้น อาจเกิดจากการที่เฮลิคอปเตอร์ตกลงไปแบบหงายท้องเนื่องด้วยหลงสภาพการบิน
ส่วนในวันที่ 24 กรกฎาคม ได้มีการชี้แจงว่าเฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากปัญหาสภาพอากาศเหมือนเฮลิคอปเตอร์ที่ตก 2 ลำแรก หากแต่เกิดจากการที่เฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 เสียการทรงตัว และเกิดการสูญเสียการบังคับ เฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 จึงตกลงมา
ความเชื่อของชาวบ้าน
ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีความเชื่อว่า ที่เฮลิคอปเตอร์ตกถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ผู้เสียชีวิตมากมายนั้น เป็นเพราะแรงอาถรรพ์หรือคำสาปของชาวกะเหรี่ยงที่เป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในผืนป่าแห่งนั้น โดยชาวกะเหรี่ยงอาวุโสที่มีอายุกว่า 103 ปี ที่มีชื่อเรียกกันในท้องถิ่นว่า ปู่คออี๋ ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณและเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องคาถาอาคม กล่าวว่าเป็นเพราะแรงคำสาปของชาวกะเหรี่ยงที่เจ็บแค้นที่ถูกทหารไทยขับไล่ที่อยู่อาศัย จนมีผู้บาดเจ็บและล้มตาย เมื่อปี พ.ศ. 2538 อีกทั้งมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 17 ศพ ซึ่งเลข 7 เป็นเลขอาถรรพ์ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง เนื่องจากเลข 7 เมื่อเขียนกลับหัวแล้วจะคล้ายกับคำว่าตายในภาษากะเหรี่ยงโบราณ
อีกทั้ง ในเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งแรก เมื่อพบศพผู้เสียชีวิตแล้วทั้งหมด 5 ศพ แต่ไม่พบชิ้นส่วนบางอย่างที่ขาดหายไป และเมื่อจะนำศพขนกลับ ไม่สามารถกระทำได้เพราะมีฝนตกลงมา เชื่อว่าเป็นเพราะยังหาชิ้นส่วนของร่างกายไม่ครบ นอกจากนี้แล้ว ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุครั้งที่ 2 เมื่อ พล.ต.ตะวัน เรืองศรี หัวหน้าหน่วยที่ค้นหาเหตุอุบัติเหตุครั้งแรก ก่อนขึ้นเครื่องเริ่มปฏิบัติการณ์ได้เอ่ยประโยคที่เสมือนเป็นลางบอกเหตุว่า "เดินทางไปด้วยตัวเองเพื่อนำน้อง ๆ ทั้ง 5 กลับมาให้ได้ในวันนี้ (19 ก.ค.) เพราะญาติ ๆ ของพวกเขารออยู่" และเมื่อสื่อมวลชนได้พยายามติดตามขอเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ด้วย ปรากฏว่า พล.ต.ตะวัน ได้กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า "อย่าไปเลย เดี๋ยวก็ตกกันหมด”
ความเชื่อด้านโหราศาสตร์
นักโหราศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องฮวงจุ้ย มีความเห็นว่าบริเวณพื้นที่ป่าแก่งกระจานนั้น มีลักษณะฮวงจุ้ยคล้ายกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา นอกจากนี้แล้ว ยังมีภาพถ่ายของอุบัติเหตุครั้งที่ 3 ที่เมื่อเผยแพร่ออกมาแล้ว มีรูปของสิ่งที่ดูคล้ายคน 2 คน นั่งอยู่ในจุดเกิดเหตุท่ามกลางเปลวไฟ
อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพบกได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้กำลังพลของกองทัพเสียขวัญ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจได้มีการทำพิธีทำบุญครั้งใหญ่