ยิ่งในภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนกัน 5 ชุดใหญ่ๆ ได้แก่ โรคระบาด วิกฤตสงครามยูเครน วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน และวิกฤตอาหาร ผลที่ตามมาอย่างมีนัยสำคัญคือ ราคาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และราคาอาหารที่สูงขึ้น และปัญหาขนาดใหญ่เหล่านี้ได้กลายเป็น "วิกฤตการเมือง" ในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย
และในหลายประเทศ ค่าครองชีพ พลังงาน และอาหารที่มีราคาแพงขึ้นคือ จุดเริ่มต้นของประท้วงต่อต้านรัฐบาล เช่นในกรณีของศรีลังกา เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้
คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ยิ่งมีวิกฤตใหญ่ คนยิ่งมีความคาดหวังฝีมือในการแก้ปัญหาของรัฐบาล
เพราะโดยหลักการทางรัฐศาสตร์แล้ว ประเทศมีรัฐบาลก็เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาของประเทศ ... ไม่เช่นนั้นเราจะมีรัฐบาลไปเพื่ออะไร
ผู้นำรัฐบาลที่ดีจึงต้องไม่กล่าวโทษประชาชนในภาวะที่การแก้ปัญหาของเขาไม่ประสบความสำเร็จ
หากแต่ผู้นำจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าเขาจะเป็น "กัปตันของรัฐนาวา" หรือเป็น "คนขับของรัฐยานยนต์" เขาผู้นั้น มีขีดความสามารถที่จะพายานพาหนะขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้ได้ โดยมีชีวิตของประชาชนในประเทศเป็นเดิมพัน
ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราคงต้องยอมรับความจริงประการสำคัญว่า คนในประเทศหลายส่วนไม่ได้รู้สึกว่ารัฐยานยนต์ของพลเอกประยุทธ์มีพลังขับเคลื่อนเดินรถได้ และมีความรู้สึกคล้ายกันว่า พลเอกประยุทธ์ซึ่งเป็นคนขับและถือพวงมาลัยรถคันนี้ มาตั้งแต่รัฐประหาร พฤษภาคม 2557 นั้น
ไม่สามารถพายานยนต์ไทยไม่วิ่งไปไหนได้ อีกทั้ง หลายครั้งในการเดินทาง เราไม่รู้ว่าคนขับจะพาเราไปไหน
และหลายครั้งกลับพบว่า รถวิ่งไม่ค่อยได้มาเป็นระยะพักใหญ่แล้ว เพราะรถคันนี้ใช้เครื่องยนต์แรงม้าต่ำ
แต่วันนี้ท่านผู้นำมาบอกจนตกใจว่า รถไม่มีเครื่องยนต์ และให้พวกเราลงมาช่วยกันเข็น …
คนไทยไม่ใจจืดใจดำจนไม่อยากช่วยเข็น แต่อยากขอเข็นรถที่มีเครื่องยนต์ และถ้าขอได้อีกประการ ก็อยากขอเปลี่ยนคนขับรถด้วย เพราะคนขับคนนี้ขับมานาน และอาจจะเคยขับ "รถบรรทุกทหาร" มาก่อน แต่ไม่แน่ใจว่าจะขับ "รัฐยานยนต์ไทย" ที่ต้องเป็นรถบรรทุกประชาชนเป็นจำนวนมากได้ไหม …
หรือว่าถึงเวลา ที่จะต้องเปลี่ยนคนขับและเปลี่ยนเอารถที่มีเครื่องยนต์มาใช้
เพราะวิกฤตไทยครั้งนี้ใหญ่มากเกินกว่าที่จะใช้ "คนขับรถทหาร" แบบเก่าแล้ว!