7.ความเท่าเทียม
การส่งผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้คำนึงถึง "ความเท่าเทียมระหว่างเพศ" และความหลากหลายทางเพศ
8.ข้อห้ามในการดำเนินการสรรหาผู้สมัคร
ยกเลิกข้อห้ามในการดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ
9.การจัดสรรเงินสนับสนุนพรรค
ให้จัดสรรเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ตามจำนวนสมาชิกพรรคการเมือง
10.อำนาจในการยุบพรรคการเมือง
ให้ยกเลิกอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง
11.บทกำหนดโทษ
ให้ยกเลิกบทกำหนดโทษการฝ่าฝืนข้อห้ามในการดำเนินการสรรหาผู้สมัคร สส. แบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ
นอกจากรัฐสภาลงมติเห็นชอบรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองทั้ง 3 ฉบับแล้ว ยังมีปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้น เมื่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ใช้ร่าง พรป.ฉบับของนายวิเชียร ชวลิตกับคณะ เป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ 2 ด้วยคะแนนเสียง 309 / 141 แทนที่จะใช้ร่างของ ครม.เป็นหลักกันตามปกติ
มติยังได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ เป็นผู้พิจารณาควบคู่กันไป กำหนดแปรญัตติภายใน 15 วัน
น่าสังเกตุว่า การแก้ไขเพิ่มเติม พรป.ว่าด้วยพรรคการเมืองฯ ตามที่เสนอกันมา รวมทั้งที่อภิปรายกันมีการแตกประเด็นออกไปอีกมาก ทั้งๆที่จุดเริ่มต้นของการแก้ไขเพิ่มเติม พรป.ในครั้งนี้ มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 86 และ 91 ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน สัดส่วน สส.เขต/บัญชีรายชื่อ จาก 350/150 เป็น 400/ 100 และเปลี่ยนระบบบัตรลงคะแนนจากใบเดียวเป็นระบบบัตรสองใบ เท่านั้น
อาจกล่าวได้ว่า ประเด็นที่เสนอเข้ามาส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่ "อาศัยโดยสาร" เข้ามากันมากมาย จนดูจะเกินขอบเขตดังกล่าวไปไกล ดังนั้นถ้าหากว่ากรรมาธิการหรือรัฐสภาเกิดใช้เสียงข้างมากลากไปจนถึงขั้น "เลยธง" ดังกล่าว ก็เป็นไปได้ที่จะมีกลุ่มประชาชน องค์กร หรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง ทำการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
จึงควรที่สังคมจะได้ช่วยกันจับตาและติดตาม อย่างรู้เท่าทัน.