นายยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการนำเครื่องผลิตปุ๋ยไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องแล้วประมาณ 4-5 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร เนื่องจากหลายคนยังมีข้อกังวลว่าการใช้ปุ๋ยสูตรใหม่จะให้ผลผลิตดีเทียบเท่ากับปุ๋ยที่ใช้อยู่ตามปกติหรือไม่ จึงจำเป็นต้องทดลองและแสดงผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น
สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป จะมุ่งขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสามารถผลิตปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็น และลดรายจ่ายด้านต้นทุนการเพาะปลูก
ขณะเดียวกัน ได้รับการสนับสนุนเครื่องผลิตปุ๋ยเพิ่มเติมจำนวน 5 ชุด จะนำไปประสานการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานและพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีความสนใจ โดยสามารถนำเครื่องดังกล่าวไปใช้หรือจัดหาเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องผลิตปุ๋ยรูปแบบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เครื่องผสมปุ๋ยทั่วไปที่มีอยู่เดิมได้เช่นกัน โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การนำองค์ความรู้และผลวิเคราะห์ดินมาใช้ผลิตปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืชและสภาพพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและรายจ่ายให้กับเกษตรกรในระยะยาว
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า โครงการปุ๋ยสั่งตัด เป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เพิ่งเริ่มดำเนินการ โดยสิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่า การใช้ปุ๋ยสั่งตัดที่เหมาะสมกับสภาพดิน จะยังสามารถรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตทางการเกษตรได้ดีเช่นเดิม ขณะเดียวกันสามารถใช้ปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่จำเป็น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพดินและความต้องการของพืช
ที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลลัพธ์จากการใช้งานจริง ขณะนี้มีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม จึงนำไปสู่การขยายผลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยวันนี้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์ดิน ไปจนถึงการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีผสมปุ๋ยให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
ส่วนโครงการนี้ จะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจของเกษตรกรอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า ในช่วงที่เกิดปัญหาราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าปุ๋ย และทำให้เกษตรกรกังวลว่าต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเริ่มจากการผสมแม่ปุ๋ยให้ถูกสัดส่วน เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายของเกษตรกรได้ส่วนหนึ่ง และแม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรก็ยังสามารถควบคุมต้นทุนด้านปุ๋ยได้จากการลดปริมาณการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็น
สำหรับแผนการขยายผลโครงการ มีแผนดำเนินการนำร่องใน 3 จังหวัด โดยจังหวัดที่ 2 คือ จังหวัดเชียงราย ซึ่งจะนำรูปแบบการดำเนินงานลักษณะเดียวกันไปใช้ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 30,000 ไร่ ส่วนจังหวัดที่ 3 อยู่ระหว่างพิจารณาจังหวัดชัยนาทหรือจังหวัดใกล้เคียง เพื่อกระจายการดำเนินงานไปยังหลายภูมิภาค
หลังพิธีเปิด รองนายกฯ และคณะ ได้ส่งมอบเครื่องจักรผสมปุ๋ยอัตโนมัติ ให้กับสหกรณ์แม่ข่ายในอุดรธานีรวม 5 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด, สหกรณ์การเกษตรกุมภวาปี จำกัด, สหกรณ์การเกษตรเมืองหนองหาน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรสร้างคอม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรหนองวัวซอ จำกัด เพื่อให้นำไปต่อยอดบริการเกษตรกรในพื้นที่