นายเศรษฐา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรในภาคเกษตรกรรมประมาณ 30 ล้านคน แต่กลับสร้างมูลค่าต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ไม่ถึง 10% จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างประโยชน์และยกระดับภาคการเกษตรได้อีกมาก โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนในระบบชลประทานอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหา “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณการเยียวยาของภาครัฐปีละนับแสนล้านบาท พร้อมทั้งแนะให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการตัดต่อพันธุกรรมพืช (GMO) เช่น ถั่วเหลือง เพื่อเพิ่มผลผลิต สร้างความต้านทานแมลง และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ดัน Data Center เป็นต้นน้ำ AI เตือนช้าโดนเพื่อนบ้านแย่งการลงทุน
นอกจากนี้ นายเศรษฐา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี โดยมองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็น “ต้นน้ำ” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งหากประเทศไทยไม่เร่งเปิดรับการลงทุน กลุ่มทุนต่างชาติจะย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือเวียดนาม ทั้งนี้ การมี Data Center ในประเทศ จะช่วยดึงดูดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และดึงกลุ่มบุคลากรที่มีศักยภาพสูง (Talent) จากทั่วโลกเข้ามาพำนักและเสียภาษีในประเทศไทย ซึ่งภาครัฐจะต้องเร่งสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจน ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ
หนุนขับเคลื่อน Soft Power และการทูตเชิงเศรษฐกิจ สร้างความยั่งยืนสำหรับทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว
นายเศรษฐา มองว่า ประเทศไทยต้องเน้นการกำหนดทิศทางจากจุดแข็งของตัวเอง พร้อมผลักดันนโยบาย Soft Power อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านอาหาร กีฬา การท่องเที่ยว และศิลปวัฒนธรรม รวมถึงสนับสนุนการเดินทางไปต่างประเทศของผู้นำรัฐบาล เพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป