เนชั่นทีวี

Business

เปิดรายชื่อ 27 ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ได้รับใบอนุญาต จาก กสทช.

03 ก.ย. 2569 | prisana_tha

เปิดรายชื่อ 27 ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ได้รับใบอนุญาต จาก กสทช.

เปิดรายชื่อ 27 บริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทย ที่ได้รับใบอนุญาต จาก กสทช. พร้อมปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละบริษัท

เปิดรายชื่อ 27 บริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทย ที่ได้รับใบอนุญาต จาก กสทช. พร้อมปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละบริษัท

KEY

POINTS

  • กสทช. เตรียม 5 กฎเหล็กคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งแต่การจัดโซนนิ่ง ตรวจสัญญาไฟฟ้า-ประปาก่อนออกใบอนุญาต แยกระบบสาธารณูปโภคและโครงข่ายเฉพาะ กำหนดจัดการ E-Waste-ใช้พลังงานสะอาด และบังคับใช้ Local Content จากผู้ประกอบการไทยไม่น้อยกว่า 50%
  • เปิดรายชื่อ 27 ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ใช้ไฟสูงสุด 260 เมกะวัตต์ต่อแห่ง ขณะที่พื้นที่นอก EEC เหลือศักยภาพรองรับไฟฟ้าเพียง 4,000–5,000 เมกะวัตต์ ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และการลักลอบกักตุนน้ำมันเกินกฎหมายกำหนด
  • กสทช. เล็งยกระดับใบอนุญาตเข้มเทียบโครงข่ายหลัก ภายในปี 2569 โดยผลักดันผู้ประกอบการจากใบอนุญาตประเภทที่ 1 ไปเป็นประเภทที่ 3 ขณะที่รายเดิมได้รับเวลาผ่อนผัน 3–5 ปี 

3 กันยายน 2569 Data Center (ดาต้าเซ็นเตอร์) กลายเป็นประเด็นร้อน ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข เนื่อจากสร้างปัญหาทั้งเรื่องผลกระทบด้านไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งล่าสุดพบบริษัทที่เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการกักตุนน้ำมันจำนวนมหาศาล ขณะที่มีบริษัทที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. จำนวน 27 แห่ง มีรายชื่อดังนี้ 

 

รายชื่อ 27 บริษัทได้รับใบอนุญาต และปริมาณการใช้ไฟฟ้า จาก กสทช. (ณ 27 กรกฎาคม 2569)

 

ข้อมูลจากสำนักงาน กสทช. ระบุว่า มีผู้ได้รับใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 27 ราย (ใช้ไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 1 ถึง 260 เมกะวัตต์) แบ่งเป็น ใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่ 1: จำนวน 23 ราย และ ใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่ 3 : จำนวน 3 ราย

 

1. บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด — 22 เมกะวัตต์

2. บริษัท จัสเทล เน็ทเวิร์ค จำกัด — 21 เมกะวัตต์

3. บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด — 10 เมกะวัตต์

4. บริษัท ดาต้าโซน จำกัด — 20 เมกะวัตต์

5. บริษัท เอมส์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด — 1 เมกะวัตต์

 

6. บริษัท เอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) จำกัด — 47 เมกะวัตต์

7. บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด — 32 เมกะวัตต์

8. บริษัท เจพี เอเชีย โกลบอล จำกัด — ยังไม่มีลูกค้า

9. บริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด — 4.3 เมกะวัตต์

10. บริษัท ทีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 01 จำกัด — 25.6 เมกะวัตต์

11. บริษัท เอทิกซ์ แบงคอก 2 จำกัด — 25 เมกะวัตต์

12. บริษัท วันเอเชีย ดาต้า เซ็นเตอร์ (บีเคเค1) จำกัด — 20 เมกะวัตต์

13. บริษัท เอสทีพี แพลนเน็ต ดีซี จำกัด — 1.8 เมกะวัตต์

14. บริษัท เอทิกซ์ แบงคอก 1 จำกัด — 5 เมกะวัตต์

15. บริษัท ซีซอร์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด — 10 เมกะวัตต์

16. บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอโอไอ (ประเทศไทย) จำกัด — 80 เมกะวัตต์

17. บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด — 200 เมกะวัตต์

18. บริษัท อีโวลูชั่น ดีซี (ไทยแลนด์) จำกัด — 12 เมกะวัตต์

19. บริษัท สตราตัส เทคโนโลยี จำกัด — 200 เมกะวัตต์

20. บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 02 จำกัด — 38.1 เมกะวัตต์

21. บริษัท คาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด — 19.2 เมกะวัตต์

22. บริษัท วิสตัสเทคโนโลยี จำกัด — 260 เมกะวัตต์

23. บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ — 1 เมกะวัตต์

24. บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) — 1.2 เมกะวัตต์

25. บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ — 1 เมกะวัตต์

26. บริษัท บิลคอมซิสเต็มส์ จำกัด — กำลังสิ้นสุด

27. บริษัท เอสทีที จีดีซี บีเคเค 3 (ประเทศไทย) จำกัด — 2 เมกะวัตต์

 

ยังมีบริษัทที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ รอลงนามใบอนุญาต (1 ราย): บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด และ อยู่ระหว่างตรวจสำรวจเอกสาร (3 ราย) คือ สเตลล่า ดีซี (Stella DC) , Equinix และ DayOne

 

ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการ ที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว จะได้รับระยะเวลาผ่อนผัน 3–5 ปี เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่

ราชกิจจาฯประกาศตั้ง "บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์"

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 เพื่อจัดตั้ง "บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์" ทำหน้าที่วางมาตรฐาน ควบคุม และส่งเสริมการลงทุน พร้อมคุมเข้มผลกระทบด้านพลังงานไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบต่อประชาชน อย่างไรก็ดีพบว่า มี Data Center (ดาต้าเซ็นเตอร์) หลายแห่งที่เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการลักลอบกักตุนน้ำมันจำนวนมหาศาล เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

 

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ส่งสัญญาณเตือนด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ปัจจุบันมีศักยภาพการจ่ายไฟฟ้าเหลือรองรับอีกเพียง 4,000–5,000 เมกะวัตต์เท่านั้น

 

นอกจากปัญหาเรื่องไฟฟ้าและน้ำประปาแล้ว อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือ "มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ" เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ใช้เงินลงทุนสูง แต่กลับมีการจ้างงานตรงเพียง 30–50 คนต่อแห่งเท่านั้น รวมถึงยังมีข้อจำกัดเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี จนเกิดข้อกังวลว่าอาจกลายเป็นเพียงโครงการ "ศูนย์เหรียญ" ที่ประเทศได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสีย

 

เปิด 5 กฎเหล็กใหม่ ล็อกสเปกดาต้าเซ็นเตอร์

 

บอร์ด ดาต้าเซ็นเตอร์ หนึ่งในนั้นมี สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.รวมอยู่ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เตรียมเสนอเกณฑ์ใหม่ 5 ข้อ แนบท้ายใบอนุญาตทั้งรายเดิมและรายใหม่ ดังนี้

 

1.การจัดโซนนิ่ง (Zoning) กำหนดพื้นที่จัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ให้เป็นสัดส่วนเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

 

2.การตรวจสัญญาสาธารณูปโภค ผู้ขอใบอนุญาตต้องนำสัญญาการจัดหาไฟฟ้าและน้ำประปามาแสดงต่อ กสทช. ก่อน จึงจะพิจารณาอนุมัติใบอนุญาต

 

3.ระบบท่อตรงโทรคมนาคม (Dedicated Infrastructure) บังคับให้มีการต่อท่อตรงเฉพาะสำหรับระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงข่ายโทรคมนาคม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระบบล่มลามไปยังส่วนรวม

 

4.การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และพลังงานสะอาด บังคับให้ผู้ประกอบการมีแผนการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ย้อนกลับ และต้องมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Go Green) เช่น โซลาร์เซลล์

 

5.สัดส่วนการใช้สินค้าและอุปกรณ์ในประเทศ (Local Content) บังคับให้ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์จากผู้ประกอบการไทยไม่ต่ำกว่า 50% (เช่น สายไฟ เสา และอุปกรณ์สนับสนุน)

 

เตรียมยกเกณฑ์ใบอนุญาต คุมเข้มเทียบเท่าโครงข่ายหลัก

 

กสทช. ตั้งเป้าหมายยกระดับการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ ภายในปี 2569 โดยจะปรับเปลี่ยนประเภทใบอนุญาตจาก ประเภทที่ 1 (แบบไม่มีโครงข่ายของตนเอง/เน้น Reseller) ไปเป็น ประเภทที่ 3 (สำหรับผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายของตนเอง)

 

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ในระดับเดียวกับผู้ให้บริการโทรศัพท์และโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงและคุ้มครองประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด