กังวลหรือไม่ว่า การมาให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เป็นเกมการเมือง
นายพริษฐ์ เผยว่า ตนไม่ทราบเจตนาของกรรมาธิการ ไม่ขอก้าวล่วง แต่ตั้งข้อสังเกตว่าคดี ฮั้ว สว.อยู่ในความสนใจของประชาชน หากข้อกล่าวโกง สว.เป็นจริง หมายความว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่พยายามกินรวบประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน
"ตั้งข้อสังเกตไว้ในวันที่สังคมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อคดีดังกล่าว แต่กรรมาธิการตำรวจจัดลำดับความสำคัญ เห็นว่าเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่กรรมาธิการชุดนี้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง เป็นการไล่ตรวจสอบ ว่าข้อมูลต่างๆมาจากไหน จึงตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้ ว่าการจัดลำดับความสำคัญแบบนี้ เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะเป็นอำนาจของกรรมาธิการแต่ละคณะ แต่เมื่อตัดสินใจเช่นนี้เชิญมาให้ข้อมูลก็ยินดี ให้ความร่วมมือ" นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดี ฮั้ว สว. เพราะ DSI ไปแจ้งความกองปราบแล้ว
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเดินหน้าทำงานต่อ และที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดี ฮั้วสว. พูดชัดเจนมาตลอด ก่อนที่จะมาชี้แจงวันนี้ว่าได้รับเบาะแสมาหลายทาง เมื่อได้รับข้อมูลมาก็ไตร่ตรองในเบื้องต้น เมื่อพบข้อมูลหลายแหล่งและสอดคล้องกัน ว่าจะมีมูลความจริง ถึงนำมาเสนอต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นไหนที่ยังไม่แน่ใจก็จะนำเสนอในลักษณะคำถาม และเชิญคนที่เกี่ยวข้องมายืนยันอีกที
นายพริษฐ์ ยังชวนคิดตามในภาพรวมว่า หนึ่งในสิ่งสำคัญและถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในทุกกรณี คือต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ในการปกป้องผู้ให้เบาะแส หากมีเจ้าหน้าที่ ที่เห็นเหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้น หรือเห็นเบาะแสการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกี่ยวกับคดีทุจริต เป็นเรื่องที่สส.และทุกคนต้องช่วยกันออกแบบ มาตรการคุ้มครองผู้ให้เบาะแส หากไม่วางบรรทัดฐาน ในอนาคตหากมีข้าราชการเห็นพฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้น ก็คงกังวลใจหากจะแจ้งเบาะแส ก็อาจทำให้เดือดร้อน ส่งผลต่ออนาคตการทำงาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
นายพริษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เชิญชวนตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร หากเป็นข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวเป็นหนึ่งในคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พิจารณาคดี ฮั้ว สว.ทั้งหมดแล้วมีความเห็นออกมา ว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เปิดเผยว่านายปิยะศิริ เป็นหนึ่งใน 5 คนลงมติเสียงข้างมาก ของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36
"ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง การเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI เป็นจริง อันนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการ เป็นคุณต่อคดีที่ตนเองถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่" นายพริษฐ์ กล่าว
ด้าน นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร นัดประชุม กมธ. เพื่อพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงาน การสอบสวนคดีพิเศษ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่างๆ โดยได้เชิญ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผู้บังคับการปราบปราม
โดย นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ไปร้องทุกข์ที่กองปราบ ในกรณีที่บุคคลนำเอกสารไปเผยแพร่ ต่อสาธารณะ ซึ่งในข้อความที่ไปแจ้งความร้องทุกข์ จะเป็นในลักษณะของการทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงานของดีเอสไอ โดย กมธ. หยิบยกมาหารือว่าการทำงานของดีเอสไอขณะนี้เอกสารหลุดไปได้อย่างไร และต้องมาตรวจสอบเพราะเป็นการเปิดเผยเอกสารจากฝ่ายเดียว ซึ่ง กมธ. มีหน้าที่หาข้อเท็จจริง เพื่อที่จะให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่า จะเป็นการเอาผิดผู้ที่เปิดเอกสารด้วยหรือไม่
นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า อยู่ที่กองปราบพิจารณาแล้ว ว่าบุคคลที่นำข้อมูลไปเปิดเผย มีความผิดตามมาตราใด
เมื่อถามว่า กมธ.ตำรวจ เชิญมาชี้แจงจะไม่ถูกมองว่าเป็นการสกัดทางการเมือง เพื่อปิดปากในการเปิดเผยข้อมูลในคดีฮั้ว สว.
นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า ไม่หรอก ตนอยากให้มองว่า กมธ. เราจะทำให้บุคคลต่อไปนี้ จะทำการเปิดเผยเอกสารอะไรต่าง ๆ ต้องมีที่มาที่ไปชัดเจน เพื่อที่จะได้ไม่เป็นการกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เมื่อถามว่า การที่ดีเอสไอแจ้งความ จะต้องมีการตรวจสอบคนภายในหรือไม่
นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า เอกสารที่ดีเอสไอหอบไปแจ้งความ ตนเองยังไม่เห็นรายละเอียด ซึ่งได้มีการเชิญมาชี้แจง เพราะต่อไปนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของดีเอสไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน หากปล่อยให้มีเอกสารหลุดเช่นนี้ แล้วหลุดมาได้อย่างไร ทางดีเอสไอก็ต้องหาตัวคนผิดให้ได้ เนื่องจากมีผลต่อรูปคดี และมีผลต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งไม่ควรหลุดออกมา
เมื่อถามย้ำว่า จุดประสงค์ของ กมธ. คือการสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเอาผิดกับคนเปิดเผยเอกสารใช่หรือไม่
นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า จริง ๆ วันนี้ คนเชิญนายยิ่งชีพ ที่เป็นคนเปิดเผยมาด้วย แต่นายยิ่งชีพไม่มา ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียใจอยู่ เพราะเราอยากได้ข้อเท็จจริง และเอกสารที่นายยิ่งชีพ มีอยู่ ก็ค่อนข้างชัด แต่เป็นการเปิดเผยเพียงฝ่ายเดียว จึงอยากทราบว่านายยิ่งชีพ นำเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร เพราะหากยังจำกันได้มีเอกสารบางอย่างที่ถึงขนาดศาลแจ้งให้พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ และก้าวก่าย จึงคิดว่าประเด็นนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ฉะนั้น เราต้องหาข้อเท็จจริงออกมาให้ได้
เมื่อถามย้ำว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเกมทางการเมืองใช่หรือไม่
นายวัชรพงศ์ ย้ำว่า ไม่ใช่ เพราะ กมธ. ของเรา ประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง และมีพรรคประชาชนด้วย