เนชั่นทีวี

Business

'วีระยุทธ' จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ แก้ 4 ช่องโหว่ คุมย้อนหลัง 57 โครงการ

02 ก.ย. 2569 | titayu_pur

'วีระยุทธ' จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ แก้ 4 ช่องโหว่ คุมย้อนหลัง 57 โครงการ

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พรรคประชาชน จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เร่งแก้ 4 ปัญหาใหญ่ ก่อนประชุมนัดแรก ชูคุมเข้มย้อนหลัง 57 โครงการ BOI อุดช่องโหว่ EIA เน้นหนุน AI แท้จริง

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พรรคประชาชน จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เร่งแก้ 4 ปัญหาใหญ่ ก่อนประชุมนัดแรก ชูคุมเข้มย้อนหลัง 57 โครงการ BOI อุดช่องโหว่ EIA เน้นหนุน AI แท้จริง

KEY

POINTS

  • จี้คุมย้อนหลัง 57 โครงการ BOI: เสนอบอร์ดฯ บังคับใช้เกณฑ์สิ่งแวดล้อม น้ำ ไฟฟ้า และ Local Content กับโครงการเดิมมูลค่า 8.1 แสนล้านบาท
     
  • ปิดช่องโหว่ EIA และกฎหมาย: เร่งอุดสุญญากาศการเลี่ยงขออนุญาตเป็นคลังสินค้า พร้อมจัดระเบียบเคส Data Hosting อย่าง TikTok
     
  • หนุน AI แท้จริง ไม่เอื้อทุนนิคมฯ: เสนอรัฐใช้อำนาจต่อรอง ดึงการลงทุน Data Center ประเภท AI มากกว่าเป็นเพียงศูนย์เก็บข้อมูลทั่วไป

2 กันยายน 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. พรรคประชาชน ออกโรงจี้ บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนเปิดประชุมนัดแรก 4 ก.ย. 2569 เสนอรัฐบาลแก้ 4 ช่องโหว่ใหญ่ ทั้งคุมเข้มย้อนหลัง 57 โครงการ BOI และอุดช่องโหว่กฎหมาย EIA ไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม มุ่งปรับเกณฑ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ดึงลงทุน AI เทคโนโลยีสูง แทนการเอื้อประโยชน์แค่เจ้าของนิคมฯ และผู้รับเหมาก่อสร้าง

 

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาตาเซนเตอร์ (บอร์ดดาตาเซนเตอร์) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันศุกร์ที่ 4 กันยายนนี้ โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ขอให้พิจารณาและเร่งตัดสินใจใน 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อจัดการกับข้อกังวลของสังคมเกี่ยวกับความคุ้มค่าและผลกระทบของโครงการดาตาเซนเตอร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน

 

ประเด็นแรก วีระยุทธระบุว่า คณะกรรมการดาตาเซนเตอร์ต้องกล้าบังคับใช้กฎระเบียบย้อนหลังกับโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไปแล้วจำนวน 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 811,000 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่าจะไม่มีการควบคุมย้อนหลัง ทั้งในด้านการจัดการน้ำ ไฟฟ้า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ซึ่งหากไม่มีการบังคับใช้ย้อนหลัง จะทำให้ไม่สามารถควบคุมโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้

 

ประเด็นที่สอง ต้องอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย ปัจจุบันธุรกิจดาตาเซนเตอร์ยังอยู่ในภาวะสุญญากาศ ไม่เข้าข่ายกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือต้องขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้หลายบริษัทเลี่ยงไปขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารคลังสินค้า นอกจากนี้ยังพบปัญหาใหม่ในกรณีการลงทุนหลักแสนล้านบาทของบริษัท TikTok ที่ไม่ถูกนับรวมในข้อมูลการลงทุนของ BOI โดยมีการให้เหตุผลว่าเป็นการลงทุนในลักษณะ ‘Data Hosting’ หรือบริการให้เช่าพื้นที่เก็บข้อมูล ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานแบบดาตาเซนเตอร์ คณะกรรมการจึงมีความจำเป็นต้องปิดช่องโหว่เพื่อไม่ให้เกิดการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์

 

ประเด็นที่สาม การกำหนดเงื่อนไข Local Content ต้องสร้างประโยชน์ที่แท้จริง มากกว่าการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดินและผู้รับเหมาก่อสร้าง แม้ว่ารองนายกรัฐมนตรีจะมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นเกณฑ์พิจารณาอนุมัติโครงการ แต่เป้าหมายสำคัญควรอยู่ที่การเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของประเภทดาตาเซนเตอร์ โดยมุ่งเน้นโครงการที่สามารถฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์ (AI Machine Learning) ได้ มากกว่าเป็นเพียงศูนย์จัดเก็บข้อมูลคลาวด์ (Cloud) ทั่วไป

 

ประเด็นที่สี่ รัฐบาลต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางและสร้างอำนาจต่อรอง วีระยุทธชี้ให้เห็นว่า ท่าทีของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนถึงการขาดการต่อรองกับนักลงทุน ทั้งที่ยอดการขอส่งเสริมการลงทุนในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากประเทศอื่นในอาเซียนเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ประเทศไทยจึงควรใช้อำนาจต่อรองเพื่อกำหนดประเภทของดาตาเซนเตอร์ที่สร้างความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย บังคับใช้มาตรฐานพลังงานสะอาด และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคและชุมชนในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด