เนชั่นทีวี

ข่าว

อภิสิทธิ์ชำแหละงบปี 70 สับรัฐจัดงบหาเช้ากินค่ำ หนี้พุ่ง 90%

29 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

อภิสิทธิ์ชำแหละงบปี 70 สับรัฐจัดงบหาเช้ากินค่ำ หนี้พุ่ง 90%

อภิสิทธิ์ อภิปรายงบประมาณปี 2570 ซัดรัฐบาลจัดงบหาเช้ากินค่ำ ไร้เงินลงทุนโครงการใหม่ หวั่นหนี้สาธารณะทะลุเพดานแตะ 90% จี้ผ่าตัดปฏิรูประบบภาษีด่วน

อภิสิทธิ์ อภิปรายงบประมาณปี 2570 ซัดรัฐบาลจัดงบหาเช้ากินค่ำ ไร้เงินลงทุนโครงการใหม่ หวั่นหนี้สาธารณะทะลุเพดานแตะ 90% จี้ผ่าตัดปฏิรูประบบภาษีด่วน

KEY

POINTS

  • งบหาเช้ากินค่ำ ไร้เงินลงทุนอนาคต: โครงสร้างงบปี 2570 มีเพียงพอแค่จ่ายงบประจำ หรืองบบุคลากรที่เพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนกลับติดลบหนักถึง 13.1% ทำให้ไม่มีโครงการลงทุนใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่าให้ประเทศ
     
  • เตือนหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 90%: ปัจจุบันหนี้สะสมบวกเงินกู้ใหม่จวนเจียนทะลุเพดานร้อยละ 70 หากรัฐบาลยังหารายได้เพิ่มไม่ได้และจัดเก็บภาษีได้ต่ำ ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า หนี้ท่วมประเทศแน่นอน
     
  • จี้ปฏิรูประบบภาษี-อัดดีอีแค่วิ่งตามกระแส: เสนอให้รัฐบาลผ่าตัดระบบภาษีครั้งใหญ่แทนการปรับขึ้น VAT พร้อมอัดงบกระทรวงดีอีที่เพิ่มขึ้นว่า ไม่มีวิสัยทัศน์หรือยุทธศาสตร์ เป็นเพียงการเกาะกระแสคำว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI)

29 มิถุนายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตำหนิร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 หรือ งบปี 70 ของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตโครงสร้างงบประมาณ ที่เน้นแต่งบบุคลากรและงบประจำ จนกลายเป็น "งบหาเช้ากินค่ำ" ที่ไร้โครงการลงทุนใหม่เพื่ออนาคต พร้อมเตือนว่า หากรัฐบาลยังไม่เร่งปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ และเดินหน้ากู้เงินเพิ่ม หนี้สาธารณะของประเทศมีโอกาสพุ่งทะลุเพดานเกินร้อยละ 70 และอาจแตะถึงร้อยละ 90 ภายใน 5-10 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน 


ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของรัฐบาล ว่า จากการศึกษางบประมาณปี 2570 มองว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่เห็นอนาคต ตนไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสมมานาน แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่า จะสะสางปัญหาที่หมักหมมอย่างไร เพื่อให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้า


นายอภิสิทธิ์ยังชี้ให้เห็นว่า การที่มองไม่เห็นอนาคตเกิดจากโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมดมีเพียงพอ สำหรับงบประจำและการใช้หนี้เท่านั้น โครงสร้างงบลงทุนปีนี้มาจากการขาดดุลหรือการกู้ แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และการหารายได้ ทำได้เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่ และชดใช้หนี้ที่สร้างไว้  ตัวเลขนี้น่ากลัวเมื่อเทียบกับการจัดเก็บภาษีอากร ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ซึ่งยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14.6 ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์

อภิสิทธิ์ชำแหละงบปี 70 สับรัฐจัดงบหาเช้ากินค่ำ หนี้พุ่ง 90%  


นอกจากนี้ ความต้องการและความคาดหวังของประชาชนเรื่องสวัสดิการ นับวันมีแต่จะสูงขึ้น แต่เสียดายว่านายกรัฐมนตรี  รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ได้มาฟังสภาแห่งนี้ ตนจึงย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถดูแล ความต้องการของประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

“ผมไม่แปลกใจ ไม่ต้องไปพูดถึงเป้าหมายที่ตั้งกันไว้นานแล้วว่า ผู้สูงอายุควรจะได้เบี้ยยังชีพ 3,000 บาท ปีนี้ในงบนี้ยังไม่สามารถเพิ่มได้ถึง 1,000 บาท ไม่มีการเพิ่มเบี้ยให้กับคนพิการ ไม่มีการให้เงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้าอย่างแท้จริง ตามเป้าหมายที่กำหนดมานานแล้ว และไม่ใช่เฉพาะปีนี้ ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย จนกว่าจะมีการปฏิรูประบบภาษี ผมอยากได้ยินจากนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ว่ามีแนวคิดอย่างไร และผมหวังว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่กับ ความพยายามปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งควรเป็นทางเลือกสุดท้าย” 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเก็บภาษีได้เท่านี้ จะเห็นว่างบประมาณที่มีการจัดสรรในปีนี้ กลายเป็นว่าจะมีเพียงงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 งบเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 แต่งบที่จำเป็นจะต้องลดลงอย่างเฉียบพลันคืองบลงทุน ซึ่งติดลบ 13.1% นี่คือข้อเท็จจริงว่า ทุกบาททุกสตางค์ต้องไปกู้มา และเรายังมีพื้นที่ในการกู้ลดลง การลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการใหม่ และเห็นว่าบางเรื่อง เช่น ความคาดหวังของชาวหาดใหญ่ ที่ต้องการการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ไม่ปรากฏที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับคนที่นั่นได้

 

ชี้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทบวกเงินค้างเก่า ทำหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% หากไม่หารายได้เพิ่ม 5 ปีข้างหน้าเจอแน่ 90%
 


นี่ยังไม่พูดถึงการลงทุนที่จะวางรากฐานระยะยาว หากบอกว่าการลงทุนคงไม่ได้พึ่งงบประมาณอย่างเดียว ก็คิดว่ารัฐบาลไปกู้เงินเพิ่มมาอีก 400,000 ล้านบาท ที่จะเป็นเรื่องการลงทุน ไม่ใช่แจกจ่ายใน 200,000 ล้านบาทแรก ก็เป็น 200,000 ล้านบาทหลัง แต่กลับเป็นเพียงการส่งเสริมให้มีการนำเข้าโซลาร์เซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุน ส่วนการคิดร่วมทุนกับเอกชน หรือพีพีพี ก็ไม่เห็นโครงการอะไรคืบหน้า นอกจากพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่า คือแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท นี่คือความเป็นจริงว่า ประเทศและงบประมาณของเราติดหล่มอยู่อย่างนี้ และจะติดหล่มต่อไปหากไม่สะสาง จะทำให้งบประมาณบานปลายและเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งต้องรอการสะสางอย่างจริงจัง


นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า งบที่เพิ่มขึ้นจริงๆ คืองบบุคลากร ซึ่งเรายังไม่ยอมเผชิญกับความจริง อย่างยอดเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท ไม่พอหรอก เพราะช่วงปีที่ผ่านมาก็จ่ายเกิน 390,000 ล้านบาทไปแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงก็ทะลุ 100,000 ล้านบาทไปแล้ว ขณะงบที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีนี้ก็ต้องเพิ่มไปเป็นกว่า 214,000 ล้านบาท ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ


ถามว่าปัญหานี้จะแก้ไขอย่างไร ตนอยากฟังจากรัฐบาลว่า ตกลงทิศทางในเรื่องบุคลากรภาครัฐคืออะไร จะให้คนเกษียณอายุมากขึ้น หรือเราพยายามทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือมีนโยบายอย่างไร ในเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว และสิทธิประโยชน์สำหรับคนที่เข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ถ้าไม่อยากไปแตะต้องสิทธิของคนที่เข้าใจว่า ควรจะได้ตามนี้ อย่างน้อยควรเริ่มต้นได้แล้วว่า คนใหม่ที่เข้ามา ระบบบำเหน็จบำนาญ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล จะเป็นอย่างไร ที่ไม่ให้เงินทั้งหมดจบลงอยู่แค่ตรงนี้ เพราะถึงที่สุดจากประเด็นรายจ่ายตรงนี้ แทบไม่มีช่องว่างให้ลงทุนอะไรใหม่ แล้วจากการจัดเก็บรายได้ก็ยังต่ำ วันนี้หนี้สาธารณะของเราแม้ยังไม่ชนเพดาน ในเอกสารอยู่ที่ร้อยละ 66.4 แต่ถ้าศาลอนุญาตให้รัฐบาลกู้ 400,000 ล้านบาทเต็มจำนวน เพดานก็จะไปที่ร้อยละ 69


ถ้าเอาภาระความเป็นจริงขณะนี้ รัฐบาลติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐ ตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมตัวนี้ วันนี้ทะลุร้อยละ 70 แล้ว และถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า โอกาสที่จะไม่ให้ทะลุร้อยละ 70 ก็ต้องทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละร้อยละ 4 ซึ่งไม่ได้เห็นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว

 

“หมายความว่าหนี้สาธารณะไม่ใช่ทะลุเพดานแค่ร้อยละ 70 แต่มีโอกาสไปถึงร้อยละ 80 หรือ 90 ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ผมจึงมองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ ที่จะทำให้งบประมาณกลับมามีพื้นที่สำหรับการสร้างอนาคตให้กับประเทศได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

 

อัดทุ่มงบให้กระทรวงดีอีก็ไม่ช่วยอะไร เป็นเพียงการวิ่งตามกระแสเอไอ

 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าดูการจัดสรรงบประมาณ น่าจะเป็นครั้งแรกที่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนใหญ่ต้องรับเงินลดลง ตอนนี้ถ้าให้ประชาชนทายว่า กระทรวงใดได้รับงบเพิ่ม ก็ทายถูกอยู่แล้วคือกระทรวงดีอี ที่โด่งดัง และยอดเงินที่เพิ่มขึ้นก็ชี้แจงว่าเป็นการลงทุนในระบบคลาวด์ ซึ่งตนไม่เถียงเรื่องความจำเป็นในระบบคลาวด์ แต่งบที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เห็นวิสัยทัศน์ หรือยุทธศาสตร์ของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีอื่น ได้อย่างแท้จริงอย่างไร เป็นงบเช่นเดียวกับอีกหลายกระทรวง ที่ใส่คำว่าปัญญาประดิษฐ์เข้าไป วิ่งตามกระแส และเป็นการใช้งานเทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่า จะลงทุนให้ประเทศไทย สามารถได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเอง จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร 


นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในคำแถลง ในเอกสารงบประมาณ ดูเหมือนว่ารัฐบาลรู้หลักการที่ว่า จำเป็นจะต้องทำ ต้องใช้ รองนายกฯ เอกนิติ ก็พูดถึง 5T อีกครั้ง คือ ตรงเป้า โปร่งใส ผ่านวิกฤต สร้างการเปลี่ยน ผ่านระดมความร่วมมือ ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ก็เขียนถึงการทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมายตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ ทำงบประมาณแบบฐานสูง แต่เอาเข้าจริงพอไปดูเนื้อใน ไม่ได้เห็นทั้ง 5T ไม่ได้เห็นทั้งการตั้งงบประมาณแบบพุ่งเป้า ไม่ได้เห็นงบประมาณที่เป็นฐานสูง

 

“ผมถึงบอกว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เราไม่เห็นอนาคต พร้อมขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลที่อภิปราย ทำให้เห็นว่าความชัดเจนของงบประมาณนี้คือง บหาเช้ากินค่ำ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ข่าวล่าสุด