ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีการปรับเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหม่ ที่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูจนเป็นข้อถกเถียงของสังคมว่า ภาครัฐจะต้องวิเคราะห์ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นแบบไหน หากมองว่าต่อไปสังคมจะสูงวัยมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่ลูกจะไม่ดูแลพ่อแม่ ก็ควรให้สิทธิพ่อแม่ที่เข้าเงื่อนไขผู้มีรายได้น้อย ได้เลือกก่อนว่าจะรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ หากรับ นั่นหมายความว่าลูกจะเอาชื่อพ่อแม่ไปใช้ในการลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่ที่กระทรวงการคลังเสนอมา การตัดสินใจกลับอยู่ที่ลูกก่อน ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนี้เพราะก็มีประเด็นว่าลูกอาจจะไม่เลี้ยงพ่อแม่ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีความไม่สมเหตุสมผลเรื่องตัวเลขด้วยของการลดหย่อนภาษีด้วย เช่นภาษีที่ลูกได้ลดน้อยกว่าเงินสวัสดิการที่พ่อแม่จะได้ถ้าไม่ยื่นขอลดหย่อน หรือการที่เกณฑ์ลดหย่อนกับเกณฑ์รายได้พ่อแม่รวมกันได้เพียง 6 หมื่นบาท น้อยกว่าเกณฑ์ 1 แสนบาทที่ใช้กับกรณีทั่วไป ซึ่งนี้กระทรวงการคลังสามารถปรับได้เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น
“โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ มีมาตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในแง่การเมืองก็คงอยากจะเลิก เพียงแต่ว่าเรื่องประเภทนี้ อยู่ ๆ จะมาเลิกไม่ได้ เพราะเป็นสวัสดิการที่เคยได้กันมา ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องดำเนินการต่อไป แต่หาวิธีลดงบประมาณลง การกรองคนออกไปให้มากขึ้นจะช่วยลดงบประมาณ ตอบโจทย์ที่รัฐบาลไม่ค่อยมีเงิน และคงอยากใช้งบประมาณไปกับโครงการอื่นของพรรคแกนนำมากกว่า” ดร.สมชัยระบุ