ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ยังประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยระบุว่าแม้เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ถือครองเฉลี่ย 20 ไร่ จะไม่ได้ใช้ดีเซลในปริมาณที่สูงมากนักเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรม แต่ราคาน้ำมันส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านค่าแรงและค่าบริการรถเก็บเกี่ยวที่ปรับตัวสูงตามต้นทุนแฝง ซึ่งธนาคารได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุนส่วนนี้
ขณะที่สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ณ สิ้นปีบัญชีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6.88% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5.23% เนื่องจากเกษตรกรเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากทั้งภัยธรรมชาติ ความผันผวนของราคาสินค้า และต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ธนาคารฯ ยืนยันความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยการตั้งสำรองหนี้ไว้สูงกว่า 400% เพื่อรองรับความเสี่ยงในทุกกรณี
ในมิติด้านการบริหารหนี้ ธ.ก.ส. ย้ำจุดยืนความแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยจะไม่มีการขายหนี้เสียให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เนื่องจากไม่ต้องการให้ที่ดินทำกินของเกษตรกรถูกยึดครองหรือเปลี่ยนมือ แต่จะใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ และมาตรการจูงใจ เช่น การให้ชำระเพียง 30% ของเงินงวดเพื่อพยุงสถานะลูกหนี้ให้ยังคงประกอบอาชีพต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ธ.ก.ส. ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในปีบัญชี 69/70 ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเติบโตในภาคการเกษตร 15,000 ล้านบาท และนอกภาคการเกษตร 15,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความสมดุล โดยจะนำรายได้จากกลุ่มนอกภาคเกษตรมาช่วยสนับสนุนภารกิจเชิงนโยบายในภาคการเกษตร
ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีพอร์ตสินเชื่อคงค้าง อยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท และมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนปล่อยใหม่ต่อปีประมาณ 7-8 แสนล้านบาท เนื่องจากลักษณะหนี้เกษตรกรเป็นไปตามวงจรการผลิต ส่วนการขยายตัวสู่ภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการเกษตร (นอกภาคเกษตร) ปัจจุบันปล่อยไปแล้ว 14% จากเพดานที่กำหนดไว้ 20% ของสินเชื่อทั้งหมด
ขณะที่การปรับตัวสู่ดิจิทัลและประสิทธิภาพองค์กร เพื่อรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรและรักษาเรโชทางการเงิน ธนาคารมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนต่อธุรกรรม เช่น การยกระดับระบบปฏิบัติการ LPS ให้ครบทุกเฟสภายในเดือนกันยายน การใช้ Digital LG และการจำหน่ายสลากดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนการพิมพ์ ควบคู่การบทบาทโครงสร้างสาขา โดยควบรวมสาขาเชิงธุรกิจไปแล้ว 61 แห่งจาก 1,000 แห่งทั่วประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่สาขาในเชิงภารกิจช่วยเหลือเกษตรกรยังคงให้ความสำคัญกับการบริการที่ต้องใช้คน เพื่อดูแลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการปรับเกณฑ์อายุของผู้เข้าร่วมโครงการ "เกษตรวิวัฒน์" ลงมาอยู่ที่ 40 ปีต้นๆ เพื่อรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะกลับไปทำอาชีพเกษตรกรรมควบคู่อาชีพหลักด้วย