svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

นักวิชาการแนะ 5 มาตรการ สกัดขึ้นราคาสินค้า จากต้นทุนพลังงาน

22 มี.ค. 2569

นักวิชาการแนะ 5 มาตรการสกัดขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ชี้มาตรการตรึงราคาคือ ยาแก้ปวดที่กินจนดื้อยา แต่แผลข้างในยังเน่าถึงกระดูก!

22 มีนาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับมาตรการสกัดการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงานเอาไว้อย่างน่าสนใจ

 

สงครามในตะวันออกกลางกําลังส่งผลต่อเป็นลูกโซ่ เมื่อน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการราคาสูงขึ้น ทําให้สินค้าทยอยขึ้นราคา แต่สิ่งที่รัฐบาลทำกลับมีแค่ "ขอความร่วมมือ" หรือไม่ก็ "ธงฟ้า" แบบเดิมๆ ที่แก้ปัญหาได้แค่ผิวเผินเหมือนกินยาพาราแก้โรคมะเร็ง!

 

รัฐบาลกำลังเล่นบทขี้ขลาด กลัวทุนใหญ่ กลัวการเปลี่ยนแปลง จนไม่กล้าใช้อำนาจบริหารที่กฎหมายมอบไว้ในมือเพื่อแทรกแซงในระดับต้นทุน ปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระน้ำมันที่พุ่งสูงตามสงครามโดยไม่มีโล่ป้องกัน ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ควรตื่นจากฝัน และหันมามองความจริงว่าวิธีการเดิมๆ มันตายไปแล้ว มาตรการตรึงราคาคือยาแก้ปวดที่กินจนดื้อยา แต่แผลข้างในยังเน่าถึงกระดูก!

นักวิชาการแนะ 5 มาตรการ สกัดขึ้นราคาสินค้า จากต้นทุนพลังงาน

 

เพื่อไม่ให้เป็นการวิจารณ์เพียงอย่างเดียว ผมขอเสนอยุทธศาสตร์เชิงรุกและมาตรการที่รัฐบาลมีอำนาจทำได้ตามกฎหมายปัจจุบัน แต่ไม่เคยถูกนำมาใช้จริง เพื่อสกัดการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ดังนี้:

 

1. ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ "Logistics Free Zone" เพื่อปากท้อง:

ใช้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางและค่าธรรมเนียมท่าเรือทั้งหมดทันที!สำหรับรถขนส่งสินค้าเกษตรและสินค้าจำเป็นที่ขึ้นทะเบียน โดยรัฐอาจชดเชยให้หน่วยงานของรัฐเองผ่านงบกลาง เพื่อตัดต้นทุน Last Mile ที่แพงที่สุดออกจากราคาสินค้า

 

2. ก่อตั้ง "Direct Commerce Hub" แห่งชาติ ตัดวงจรพ่อค้าคนกลางดิจิทัล:

ให้กรมเสริมการค้าระหว่างประเทศจับมือกรมการค้าภายใน สร้างแพลตฟอร์ม Matching ระหว่างแหล่งผลิต (Farm) และผู้ซื้อรายใหญ่ (Food Service/ห้าง) โดยรัฐสนับสนุนค่าขนส่ง 50% สำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อลดโอกาสที่พ่อค้าคนกลางจะฉวยโอกาสบวกราคาในช่วงวิกฤต

3. ใช้มาตรการ "Tax Break for Price Stability" (ภาษีแลกราคา) ไม่ใช่บังคับ: โดยต้องเสนอ ครม. โดยด่วน เพื่อออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้นิติบุคคล (ธุรกิจรายใหญ่) ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคงราคาสินค้าจำเป็นหมวดวิกฤตได้ตลอดช่วง 6 เดือน โดยรัฐจะอนุญาตให้หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของมูลค่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง

 

4. บริหาร "คลังสินค้าสำรองทางยุทธศาสตร์" (Strategic Buffer Stock) ระดับจังหวัด:

ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ สั่งการให้กรมการค้าภายในเข้าบริหารจัดการและสนับสนุนงบประมาณจัดเก็บสินค้าจำเป็นในคลังสินค้าของภาคเอกชนรายใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าจะไม่ขาดแคลน และป้องกันการกักตุนเก็งกำไรในช่วงที่น้ำมันพุ่งสูงสุด

 

5. ลงทุน "Community Solar-Cooling" แยกต้นทุนอาหารออกจากพลังงานฟอสซิล:

อนุมัติงบฉุกเฉินติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และห้องเย็นรวมในตลาดสดขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุน Fixed Cost (ค่าไฟฟ้า) ในการเก็บรักษาของสด ทำให้พ่อค้าแม่ค้าปลีกไม่มีข้ออ้างในการขึ้นราคาสินค้าตามราคาน้ำมัน

 

ทั้ง 5 มาตรการนี้ เคยมีประเทศที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น UAE, สิงคโปร์, จีน หรือแม้แต่ฝรั่งเศส ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของ“ความกล้าหาญ” ในการใช้อำนาจบริหารที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน