นายเอกพจน์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องมุ่งขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดอื่น ไม่พึ่งพาเพียงตลาดสหรัฐเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีตที่เคยครองสัดส่วนถึง 60% แต่ในปัจจุบันไทยพึ่งตลาดสหรัฐลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ทำให้ผลกระทบจากนโยบายภาษี 15% ของสหรัฐฯ มีวงจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ไทยยังมีตลาดอื่นรองรับทั้ง ญี่ปุ่น 20% จีน 20% ตลาดอาเซียนและบริโภคภายในประเทศรวม 20-25% ซึ่งกลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการทำให้มีแม่น้ำมีหลายสายมากขึ้น สร้างความมั่นคงกับรายได้เกษตรกรในระยะยาว
โดยเร็วๆนี้ ทางสมาคมฯเตรียมจะทำหนังสือและขอเข้าพบตัวแทนรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ดูแลสินค้ากุ้ง เป็นวาระแห่งชาติ แก้ไขปัญหาเรื่องโรคกุ้ง และเพิ่มผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืน เพราะตอนนี้ตลาดไม่ได้มีปัญหาแต่เอกชนไม่กล้ารับออร์เดอร์เพราะกังวลว่าจะผลิตได้ทันเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินมาตรการ 11 มาตรการตามที่เสนอไปก่อนหน้านี้ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ สมาคมจะขอให้ภาครัฐ เดินหน้านโยบายเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับทุกประเทศที่ยังค้างอยู่ ทั้งสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งในอดีตไทยเคยส่งออกกุ้งไปยุโรปได้สูงถึง 60,000 ตันต่อปี ก่อนที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้เหลือเพียง 200 ตัน หากหากสามารถทำเอฟทีเอกับอียูสำเร็จ ช่วยฟื้นตลาดยอดส่งออกกลับมาได้ แม้เริ่มฟื้นมาได้เพียงแค่ 30,000 - 40,000 ตัน ก็ถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ นอกจากนี้ยังมีเอฟทีเอกับแคนาดา และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงเช่นกัน
“สมาคมเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเร็วๆนี้อีกครั้ง เราคาดหวังถึงมาตรการระยะยาวที่รอไม่ได้ ที่จะแก้ปัญหาโรคกุ้ง และพัฒนาการเลี้ยงอย่างยั่งยืน ทำให้ปริมาณการผลิตสม่ำเสมอ และผู้ส่งออกจะกล้ารับคำสั่งซื้อ ราคาก็จะมีเสถียรภาพ ตอนนี้ที่สำคัญกุ้งไทยมีตลาดแน่นอน และที่สำคัญกุ้งไทยเรามีจุดแข็งเรื่องปลอดสารแอนติไบโอติก เกษตรกรลงทุนตรวจทั้งหมด 100% การใช้กุ้งไทยจึงทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากกว่ากุ้งบางประเทศ ที่เพิ่งจะมีตรวจสอบแอนติไบโอติก เช่น เวียดนาม และอินเดีย”