ส่งออกไทยยังแกร่ง ม.ค. ขยายตัว 24.4% ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
23 ก.พ. 2569
ส่งออกไทยยังแกร่ง ม.ค. 69 ขยายตัว 24.4% มูลค่า 31,573 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประเมินภาษีทรัมป์กระทบตลาด แข่งขันรุนแรงขึ้น ย้ำไทยยังต้องเดินหน้าเจรจา
Business
23 ก.พ. 2569
ส่งออกไทยยังแกร่ง ม.ค. 69 ขยายตัว 24.4% มูลค่า 31,573 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประเมินภาษีทรัมป์กระทบตลาด แข่งขันรุนแรงขึ้น ย้ำไทยยังต้องเดินหน้าเจรจา
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ม.ค. 2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 24.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน และมูลค่า 31,044.9 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ นับจากเดือน พ.ค. 2568 ที่ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29.4% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน ขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านดอลลาร์ หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 20.9%
การส่งออกของไทยขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวในระดับสูง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตที่มั่นคงของภูมิภาค ในส่วนของสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง เริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีในเดือนนี้ โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
“สาเหตุที่มูลค่าการส่งออกในเดือน ม.ค. ขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่ง เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในทั่วโลก”
ส่วนแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การลงทุน และพัฒนา AI Data Centers ในหลายประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และความมั่นคง ขณะเดียวกัน ความได้เปรียบของไทยในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหาร และการรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ อินเดีย ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนรายได้
นอกจากนี้ การบูรณาการสิทธิประโยชน์ภายใต้ ความตกลง FTA ฉบับใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ จะเป็นแต้มต่อสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสดังกล่าวยังคงมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความผันผวนของค่าเงินบาท และการปรับเปลี่ยนระเบียบการค้าโลกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ และมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขอุปสรรคอย่างทันท่วงที และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ส่งออกไทยในระยะยาว
สำหรับผลจากการที่ศาลสูงสหรัฐ สั่งยกเลิกการเก็บภาษีต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แต่นายทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีใหม่เป็น 10% ต่อด้วย 15% ผลบวกในเบื้องต้นคือ ทำให้ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐลดลง ซึ่งมีโอกาสส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทาง ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐ มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารโดยเฉพาะสินค้าอ่อนไหวต่อราคา (price sensitive) เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง ในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงภาษีไม่ได้ส่งผลเชิงบวกทั้งหมด เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทยที่ก่อนหน้านี้เผชิญภาษีในอัตราสูง เมื่อได้รับการปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกัน ก็จะทำให้การแข่งขันในตลาดสหรัฐรุนแรงขึ้น ไทยจึงต้องจับตาศักยภาพการแข่งขันเทียบกับประเทศคู่ค้าอื่นอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่างๆ ให้กับสหรัฐ ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐ จะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ ค่าเงินบาท ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยสินค้าที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท และสินค้าอุปโภคบริโภคบางกลุ่ม ขณะที่สินค้าที่มีความอ่อนไหวต่อราคาอาจได้รับอานิสงส์จากต้นทุนภาษีที่ลดลง
"การเจรจาการค้ากับสหรัฐจะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ และรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการดูแลผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องเร่งขยายตลาดใหม่ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว"
มูลค่าการค้ารวม
มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนมกราคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 24.4 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 29.4 ดุลการค้า ขาดดุล 3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนมกราคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 980,744 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 13.3 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 1,097,445 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 17.8 ดุลการค้า ขาดดุล 116,700 ล้านบาท
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 1.8 (YoY) กลับมาหดตัวจากที่ขยายตัว ในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 1.8 หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 1.7 กลับหดตัวจากที่ขยายตัวในเดือนก่อนหน้า โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 53.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 4.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์) อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 8.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอิตาลี) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 14.7 ขยายตัวต่อเนื่อง 28 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน ออสเตรเลีย และแคนาดา) ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 21.6 ขยายตัวต่อเนื่อง 6 เดือน (ขยายตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย และจีน) และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 39.3 กลับมาขยายตัวจากที่หดตัวในเดือนก่อนหน้า (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ และไต้หวัน)
ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา หดตัวร้อยละ 19.3 หดตัวต่อเนื่อง 9 เดือน (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย แต่ขยายตัวในตลาดเวียดนาม บราซิล และสเปน) ข้าว หดตัวร้อยละ 23.9 หดตัวต่อเนื่อง 15 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ อิรัก และแอฟริกาใต้ แต่ขยายตัวในตลาดฮ่องกง จีน และมาเลเซีย) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป หดตัวร้อยละ 9.4 กลับมาหดตัวจากที่ขยายตัวในเดือนก่อนหน้า (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดแคนาดา อิสราเอล และเปรู) และน้ำตาลทราย หดตัวร้อยละ 36.5 หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (หดตัวในตลาดกัมพูชา ลาว และอินโดนีเซีย แต่ขยายตัวในตลาดเกาหลีใต้ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์)
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม
มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 29.8 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 68.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน และเนเธอร์แลนด์) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 9.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเวียดนาม) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 195.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และเม็กซิโก) แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 10.9 ขยายตัวต่อเนื่อง 13 เดือน (ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย จีน และญี่ปุ่น) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 32.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และไต้หวัน) แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 43.6 ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และมาเลเซีย)
ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง หดตัวร้อยละ 5.6 หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย) เม็ดพลาสติก หดตัวร้อยละ 7.5 หดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน (หดตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดอินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย) เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 9.3 หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง และเยอรมนี แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฮ่องกง) เครื่องนุ่งห่ม หดตัวร้อยละ 8.1 กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อนหน้า (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร แต่ขยายตัวในตลาดเบลเยียม สิงคโปร์ และจีน)
ตลาดส่งออกสำคัญ
การส่งออกขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยียังเป็นกลุ่มสินค้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดใหญ่ ทั้งสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน รวมทั้งยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของกลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนในญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 24.1 โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 43.1 จีน ร้อยละ 35.1 ญี่ปุ่น ร้อยละ 2.7 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 17.8 และอาเซียน (5) ร้อยละ 29.8 ขณะที่หดตัวในตลาด CLMV ร้อยละ 8.7 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 22.7 โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ ร้อยละ 11.1 ทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 97.8 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 13.7 และลาตินอเมริกา ร้อยละ 13.9 รัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 2.7 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 11.0 ขณะที่ทวีปแอฟริกา หดตัวร้อยละ 3.6 (3) ตลาดอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 50.7
ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 43.1 (ขยายตัวต่อเนื่อง 28 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องนุ่งห่ม
ตลาดจีน ขยายตัวร้อยละ 35.1 (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง
ตลาดญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 2.7 (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และอัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
ตลาดสหภาพยุโรป (27) ขยายตัวร้อยละ 17.8 (ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ยางพารา เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
ตลาดอาเซียน (5) ขยายตัวร้อยละ 29.8 (ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเม็ดพลาสติก
ตลาด CLMV หดตัวร้อยละ 8.7 (หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และสินค้าปศุสัตว์อื่น ๆ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น น้ำมันสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ และน้ำตาลทราย
ตลาดเอเชียใต้ ขยายตัวร้อยละ 11.1 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์พลาสติก สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเส้นใยประดิษฐ์
ตลาดทวีปออสเตรเลีย ขยายตัวร้อยละ 97.8 (ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และข้าว
ตลาดตะวันออกกลาง ขยายตัวร้อยละ 13.7 (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ข้าว ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
ตลาดทวีปแอฟริกา หดตัวร้อยละ 3.6 (กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ
ตลาดลาตินอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 13.9 (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน)สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง
รัสเซียและกลุ่ม CIS ขยายตัวร้อยละ 2.7 (กลับมาขยายตัวในรอบ 4 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสิ่งปรุงรสอาหาร
ตลาดสหราชอาณาจักร ขยายตัวร้อยละ 11.0 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ไก่แปรรูป เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
