svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

'ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง' เสี่ยงถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี 'เอกนิติ' ยันพร้อมแจงเหตุไทยได้ดุล

13 มี.ค. 2569

3 สินค้าไทย เสี่ยงถูกขึ้นภาษี 'ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง' สหรัฐไต่สวนตามมาตรา 301 ปมกำลังผลิตส่วนเกินได้ดุลการค้าพุ่ง 'เอกนิติ' ยันพร้อมแจงเหตุผล ชี้ไทยได้เปรียบดุลการค้าจากทุนอเมริกาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งกลับ 'ศุภจี' ตั้งทีมเฉพาะกิจติดตาม

จากกรณีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เริ่มกระบวนการตรวจสอบ 16 ประเทศคู่ค้ารวมถึงไทยภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974 การตรวจสอบนี้มุ่งเป้าที่ “การกระทำ นโยบายและแนวทางปฏิบัติ” ที่ก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิตที่สหรัฐมองเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐและกระทบการจ้างงานของแรงงานสหรัฐ ประกอบด้วย สหภาพยุโรป (EU) จีน เม็กซิโก เวียดนาม ไต้หวัน ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ นอร์เวย์ สิงคโปร์ โดยเป็นครั้งแรกที่ไทยถูกไต่สวนตามมาตราดังกล่าว

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุม เนื่องจากไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐอยู่ในเกณฑ์ถูกจัดให้อยู่บัญชีรายชื่อที่สหรัฐต้องจับตาเป็นพิเศษ

นับตั้งแต่การหารือรอบที่ผ่านมารัฐบาลเตรียมกลยุทธ์การอธิบายโครงสร้างและสาเหตุที่แท้จริงของการเกินดุลการค้าไว้ชัดเจน โดยส่วนหนึ่งเกิดจากเงินลงทุนของบริษัทสัญชาติสหรัฐที่มาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกกลับไปสหรัฐ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดเพื่อเป็นข้อชี้แจงให้สหรัฐเห็นภาพโครงสร้างต้นตอของตัวเลขการเกินดุลการค้าที่แท้จริง

สำหรับการสอบสวนในครั้งนี้ ทางการสหรัฐได้หยิบยกเหตุผลว่า มีหลักฐานบ่งชี้ถึงปัญหาภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ประกอบกับประเทศไทยยังคงได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐในระดับที่สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การประชุมหารือในรอบที่ผ่านมา รัฐบาลได้เตรียมกลยุทธ์ในการอธิบายถึงโครงสร้าง และสาเหตุที่แท้จริงของการเกินดุลการค้าไว้อย่างชัดเจน

“สาเหตุที่ไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากเม็ดเงินลงทุนของบริษัทสัญชาติอเมริกันเอง ที่เข้ามาลงทุน และใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกกลับไป”

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะทำงานพิเศษติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหา โดยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวง เป็นประธาน พร้อมอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบรายเซกเตอร์ รวมถึงแนวทางชี้แจงเพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่ม

การตรวจสอบของสหรัฐอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้าหากพบว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่ายไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

สำหรับเหตุผลที่สหรัฐใช้ประกอบการพิจารณา 3 ประเด็น คือ 

1.ไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์ 

2.ภาคการผลิตของไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19

3.อุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าไทยแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงเหมือนบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ

รวมทั้ง ภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐพิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” (Unreasonable or Discriminatory) โดย USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่นเพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐ

นางศุภจี กล่าวว่า ไทยยังเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะที่จะจัดขึ้นวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

“มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐเคยใช้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100 % แต่ไม่หนักใจในเรื่องประเด็นสมเหตุสมผลเพราะมีจุดชี้แจงได้ แต่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนกรณีใช้แหล่งกำเนิดสินค้า“ นางศุภจี กล่าว

สำหรับกรอบระยะเวลาในกระบวนการสอบสวนตามมาตรา 301 นั้น ทางสหรัฐจะเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน สามารถยื่นส่งข้อมูล และหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาคดีได้จนถึงวันที่ 15 เม.ย.2569

หลังจากนั้น จะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Hearing) ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ในช่วงระหว่างวันที่ 5-8 พ.ค.2569 เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปชี้ขาดว่า พฤติกรรมการค้าของประเทศที่ถูกสอบสวนนั้นเข้าข่ายไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระต่อระบบพาณิชย์ของสหรัฐหรือไม่