svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

รัฐบาลตั้งรับสู้ภาษีทรัมป์ 'เอกนิติ' สั่งทีมไทยแลนด์เร่งเจรจา USTR

23 ก.พ. 2569

รัฐบาลเตรียมแผนรับมือภาษีทรัมป์ 'เอกนิติ' ชี้ระยะสั้นได้ประโยชน์ สั่งทีมไทยแลนด์เร่งถกยูเอสทีอาร์ วางกลยุทธ์ระยะยาวเดินหน้าเจรจาปิดดีล FTA หาตลาดใหม่ ปลดล็อกกฎหมายดึงดูดการลงทุน มั่นใจเศรษฐกิจปีนี้โตถึง 3%

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ กรณีศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในระยะสั้นเป็นบวกต่อความเชื่อมั่น ซึ่งสะท้อนที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตอบรับการใช้มาตรการภาษีสหรัฐที่ใช้เครื่องมือไม่ได้สะดวก ปัจจุบันอัตราภาษีเฉลี่ยในอาเซียนอยู่ที่ 19% โดยมาตรการล่าสุดของสหรัฐกำหนดที่ 15% มีผลบังคับใช้ 150 วัน ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Rate) ของสินค้าไทยบางรายการอาจลดเหลือต่ำกว่า 10% นอกจากนี้ ไทยได้เปรียบเพิ่มขึ้นเนื่องจากประเทศคู่แข่งที่เคยได้สิทธิภาษี 10% ถูกปรับขึ้นที่ 15% เท่ากัน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเท่าเทียมมากขึ้น

“แม้การยกเลิกดังกล่าวไม่หมายความว่าการกีดกันทางการค้าจะหมดไป แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้เครื่องมือภาษีอื่น ซึ่งระยะสั้นเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกไทยมาก เนื่องจากอัตราภาษีลดจากเดิมที่ไทยถูกจัดเก็บอัตรา 19% มาอยู่ที่ 15% เท่าประเทศอื่น”

การเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังดำเนินต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุด และเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการภาษีอื่นระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์จัดทีมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและคาดว่าช่วงความไม่แน่นอนนี้จะเห็นผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าในไตรมาส 1-2 หรือภายในกรอบ 150 วัน
 

ขณะที่กลยุทธ์ระยะยาวรัฐบาลเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นการเปิดตลาดใหม่ให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการค้าและการลงทุน และสร้างประโยชน์สูงสุดให้ผู้ประกอบการไทย เนื่องจากการส่งออกสินค้าและบริการเป็นหัวใจหลักเศรษฐกิจไทยมีสัดส่วนรวมกันถึง 70% ของ GDP แบ่งเป็น สินค้า 60% และบริการ 10%

“หลังตั้งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเจรจา FTA ให้มากที่สุด สิ่งที่เราเห็นไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก ทั้งแรงกีดกันและความกดดันทางการค้าที่ยังมีอยู่ แต่ก็มีโอกาสที่ชัดเจนจากการลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยและอาเซียน”

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” เพื่อรับกระแสการย้ายฐานการผลิตมาไทยและอาเซียน ซึ่งสะท้อนผ่านคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปี 2568 เติบโตสูงถึง 68% จากปีก่อนหน้า

“ระหว่างนี้ไทยต้องรีบปลดล็อกการลงทุนและกฎกติกาที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าระบบเศรษฐกิจจริง และกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เตรียมเร่งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคนักลงทุน พร้อมเร่งโครงการที่ได้รับอนุมัติ BOI ไปแล้วแต่ติดขัดเพื่อเริ่มลงทุนจริงได้เร็ว เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากนโยบาย BOI Fast Pass ที่เคยกระตุ้นการลงทุนไตรมาส 4 ปี 2568 โดยไม่ต้องใช้งบประมาณภาครัฐ

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 มั่นใจว่าโมเมนตัมจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นฟันเฟืองให้ GDP เติบโตมากกว่า 2% แต่การดันให้เศรษฐกิจโตถึง 3% มีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่คุมไม่ได้ทั้งความผันผวนของตลาดการเงินโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ 

“ระยะสั้นเห็นผลบวกจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นจนดัชนีแตะระดับ 1,500 จุด แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนภาครัฐเป็นอันดับ 1 เพราะเป็นการลงทุนสร้างศักยภาพการเติบโตยั่งยืนระยะยาว”

ส่วนความกังวลการแข่งขันกับอินเดียที่อาจแย่ง FDI กลุ่มยานยนต์และแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) นั้น นายเอกนิติ มองว่า การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แต่นโยบายของไทยเน้นความเป็นพันธมิตร โดยการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานอินเดียที่เป็นตลาดขนาดใหญ่