svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจไทย ด้านใดบ้าง?

01 มี.ค. 2569

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบหนักต่อประเทศไทย หวั่นขาดแคลนน้ำมันดิบ ราคาพุ่งสูง ภาคการผลิต - อุตสาหกรรม สะเทือน

1 มีนาคม 2569 หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ และสังหาร อยาตุลเลาะห์ อาลี คามาเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน วัย 86 ปี อย่างรวดเร็วภายหลังการโจมตีระลอกแรกๆ ของปฏิบัติการร่วมสหรัฐฯ กับอิสราเอล ในจุดยุทธศาสตร์หลักหลายเมืองสำคัญของอิหร่าน โดยเฉพาะเตหะราน ขณะที่อิหร่านตอบโต้เดือด ส่งขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐและพันธมิตรในตะวันออกกลาง

 

ขณะที่ จุดยุทธศาสตร์การขนส่งก๊าซและน้ำมัน อย่างช่องแคบฮอร์มุซ พบว่า เรือหลายลำได้ยินรายงานทางวิทยุจากกองทัพเรืออิหร่านว่า ห้ามแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเตหะราน ของอิหร่าน แต่พบว่าเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำที่เข้าไปต้องหันหัวกลับ ขณะที่เรือส่วนใหญ่ไม่เข้าไปแต่รออยู่ปากทาง นับตั้งแต่เกิดการถล่มกันขึ้นเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.69)

โดยช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดขนส่งสำคัญในตลาดพลังงาน ในแต่ละวันน้ำมันต้องขนส่งทางทะเลและก๊าซปริมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านทางนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าช่องแคบจะปิดยาวนานเท่าใด แม้เรือบางลำยังคงแล่นผ่านได้ แต่ก็น้อยกว่าระดับปกติมาก

 

สงครามระลอกนี้จึงทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ปิดไปโดยปริยาย

 

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจไทย ด้านใดบ้าง?

 

ผลกระทบต่อประเทศไทย จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ 

 

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อประมาณกลางปี 2568 ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเส้นทางพลังงานของโลกจากแหล่งน้ำมันดิบสำคัญในภูมิภาคซึ่งอยู่บริเวณโดยรอบอ่าวเปอร์เซียไปสู่ลูกค้าในภูมิภาคอื่นทั่วโลก

โดยในปี 2023 มีปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ ประมาณ 20.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่าหนึ่งใน 1 ใน 5 ของปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบทั่วโลก

 

สัดส่วนของมูลค่าการส่งออกน้ำมันดิบในปี 2023

  • ซาอุดีอาระเบีย 16.1% (โดยเฉลี่ย 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
  • อิรัก 8.1% (โดยเฉลี่ย 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5.2% (โดยเฉลี่ย 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
  • คูเวต 4.6% (โดยเฉลี่ย 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
  • อิหร่าน 4.5% (โดยเฉลี่ย 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
  • โอมาน และ กาตาร์ มีปริมาณการส่งออกประมาณ 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
     

แม้ไทยจะไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน แต่ก็พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก 

 

โดยในปี 2567 ไทยนำเข้าพลังงาน (น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันสำเร็จรูป) มูลค่า 45,902.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางมูลค่า 24,139.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 52% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งหมดของไทย โดยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เท่ากับ 28% ซาอุดิอาระเบีย 20% กาตาร์ 7% คูเวต 2%

 

ดังนั้น หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกที่ต้องนำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบพร้อมกัน กลายเป็นแรงกดดันในการจัดหาซัพพลายพลังงานโลก ทำให้ ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกจะปรับตัวสูงขึ้น และหากไม่สามารถขนส่งมายังประเทศไทยได้ อาจเกิดภาวะที่ขาดแคลนน้ำมันดิบในภาคการผลิตเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงภาคขนส่งของไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นพลังงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการนำเข้าปุ๋ยซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคการเกษตรจากตะวันออกกลางสูงถึง 42.37% จากมูลค่านำเข้ารวมทั้งหมด แบ่งเป็น ซาอุดิอาระเบีย 27.71% กาตาร์ 3.67% จอร์แดน 3.48% โอมาน 3.41% และบาห์เรน 2.3% ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเกษตรของไทยพุ่งสูงขึ้น เกิดผลกระทบต่อทั้งค่าครองชีพของผู้บริโภคในประเทศ และคำสั่งซื้อจากคู่ค้าในตลาดโลก

 

อนึ่ง ภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ถือเป็นตลาดที่สำคัญต่อประเทศไทย โดยมีสัดส่วนส่งออกของไทย ในปี 2567 เท่ากับ 3.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ตัวอย่างสินค้าที่เริ่มชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนมากขึ้นได้แก่ ข้าว ไก่ ยางพารา อาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่สินค้ายานยนต์จะได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในวงจำกัดเพราะสามารถขนส่งผ่านท่าเรือเจดดาห์และท่าเรืออื่นในทะเลแดง

 

ด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล เบื้องต้น สรท. ประเมินไว้ว่าหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง ท่าเรือหลักในอ่าวเปอร์เซีย อาทิ Jabel Ali , Doha, Dammam มีโอกาสที่จะถูกปิด รวมถึงโครงข่ายการให้บริการโดยเรือ Feeder อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และจะกระทบส่งออกไปทุกประเทศในอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด

 

โดยข้อมูลจากนักวิเคราะห์ (Linerlytica) ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่อปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่ราว 3.4% ของปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก หรือคิดเป็น 21 ล้าน TEU จากปริมาณตู้ทั้งหมดจำนวน 33.2 ล้าน TEU ซึ่งหมุนเวียนในภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด

 

ขณะที่ท่าเรือของอิหร่านเองก็ต้องพึ่งพาเส้นทางดังกล่าวเพื่อขนถ่ายสินค้าตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2.5 ล้าน TEU เช่นกัน ซึ่งรวมถึงสินค้าที่ถูกส่งต่อไปยังประเทศอื่นผ่านท่าเรือของ UAE ด้วย