ประธานหอการค้าฯ ชี้สัญญาณบวกการเมืองตื่นตัว 'Zero Corruption'
29 ม.ค. 2569
ประธานหอการค้าฯ ชี้สัญญาณบวกการเมืองตื่นตัว 'Zero Corruption' หนุนผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำประเทศไทยต้อง 'ลงมือทำ' แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
Business
29 ม.ค. 2569
ประธานหอการค้าฯ ชี้สัญญาณบวกการเมืองตื่นตัว 'Zero Corruption' หนุนผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำประเทศไทยต้อง 'ลงมือทำ' แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่ภาคเอกชน นำโดย กกร. และ เพื่อนไม่ทน ชูนโยบาย “Zero Corruption” อย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทั้งสื่อมวลชนและพรรคการเมือง ออกมาจัดเวทีแสดงความเห็น และนโยบายต่อต้านคอรัปชั่นออกมาเยอะขึ้น สะท้อนถึงความตื่นตัวขานรับข้อเสนอของเอกชนและความคาดหวังของสังคมไทยต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ
การประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในวันนี้คือการแปลงนโยบายไปสู่การลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน
โดยดร.พจน์ ได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สะท้อนบนเวทีสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ซึ่งชี้ตรงกันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างรอบด้าน และไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการวิเคราะห์ซ้ำ ๆ แต่ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง
ดร.พจน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่ผู้ว่า ธปท. สะท้อน สอดคล้องกับปัญหาที่ภาคเอกชนเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมือง การคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ ระบบกฎหมายและการบังคับใช้ที่ล้าหลัง รวมถึงภัยการเงินรูปแบบใหม่ เช่น ทุนเทา สแกมเมอร์ และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
“ประเทศไทยพูดถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มผลิตภาพ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันมานานหลายทศวรรษ แต่สิ่งที่ยังขาดคือคนทำและการทำอย่างต่อเนื่อง วันนี้ภาคเอกชนเห็นชัดเจนว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
ในด้านภาพรวมเศรษฐกิจ ดร.พจน์เห็นด้วยกับการประเมินของ ธปท. ที่คาดว่า GDP ไทยปีนี้มีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.5–1.7% ต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี จากหลายปัจจัยทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งค่าของค่าเงินบาท การชะลอตัวของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ รวมถึงสินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจขาดสภาพคล่องและไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ หอการค้าไทยสนับสนุนแนวคิด “กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว” โดยในระยะสั้นจำเป็นต้องมีมาตรการประคองเศรษฐกิจ ขณะที่ระยะยาวต้องเร่งลงทุน เพิ่มผลิตภาพ ดึงคนและธุรกิจเข้าสู่ระบบ และทำให้สินเชื่อกลับมาขยายตัว นอกจากนี้ ยังชื่นชมบทบาทเชิงรุกของธนาคารแห่งประเทศไทยในการขยายขอบเขตการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การแก้หนี้ครัวเรือนผ่าน Social AMC การผลักดันเครดิตการันตีฟื้นสินเชื่อ SME การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท ตลอดจนการปราบปรามทุนเทา การฟอกเงิน และการใช้เงินสดผิดปกติ
รวมถึงขอบคุณ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ขับเคลื่อนความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบดาต้าบูโร (Data Bureau) และแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ “Connect the Dots” ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินที่มีความผิดปกติเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงข้อมูลระหว่างกันได้มากขึ้น เมื่อพบพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายความผิดปกติ รวมถึงการทำงานร่วมกัน ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับประเทศไทยตามแนวทางที่ กกร. ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว
“หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม”
