นายยศชนัน เล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตช่วงเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้า ปี 2001 เป็นช่วงเวลาที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Motorola ที่ครอบครัวเคยขายโทรศัพท์ให้และเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนสายนี้ เริ่มทยอยปิดกิจการ จากที่เคยคิดว่าชีวิตนี้ "น่าจะสบายทั้งชีวิตแล้ว ไม่น่ามีความเสี่ยง" กลับกลายเป็นความเคว้งคว้าง จนกระทั่งได้รับคำแนะนำให้ก้าวออกจากกรอบเดิมๆ
“มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้แนะนำหนังสือให้พี่อ่าน พออ่านปุ๊บ เขาบอกว่าเทรนด์สุขภาพกำลังมา พี่ก็นึกในใจ กูเรียนวิศวะเต็มที่เลย ผิดทางเต็มข้อเลยคราวนี้ แถมไม่พอ ประโยคหลังเนี่ย ต้องเรียนรู้และต้องเปลี่ยนให้ทัน ไม่เช่นนั้น จะเป็นคนที่วันนี้จะถูกบดขยี้ พี่ก็ เอาไงดีวะ มาผิดลำไม่พอ ถ้าไม่เปลี่ยนโดนบดขยี้อีก"
แต่วิกฤตนั้นกลับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ จึงตัดสินใจนำองค์ความรู้เดิมมาต่อยอด พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์
"พี่ก็เปลี่ยนจากเรื่องสัญญาณวิทยุที่มีสมมติฐานเดียวกัน เป็นสัญญาณที่ออกมาจากสมอง เพื่อช่วยให้ผู้พิการ เขาสามารถที่จะกลับมาเคลื่อนที่ได้อีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามจะใช้สิ่งที่เราเรียนมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และขณะเดียวกันก็ต้องเปลี่ยนให้เหมาะกับโลกและการเปลี่ยนแปลง"
และเพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพการต่อสู้ในโลกธุรกิจที่หมุนอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ นายยศชนัน ได้ยกกรณีศึกษาคลาสสิกของโลกอย่าง Kodak และ Fujifilm 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกล้องฟิล์ม ที่เผชิญหน้ากับสึนามิดิจิทัล แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันสิ้นเชิง
"เขาเข้าใจแก่นแท้ อินไซต์ของเขาจริงๆ ว่าวันนี้เขาไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจฟิล์ม แต่เขาคือบริษัทเคมี เขาคือบริษัทที่ทำทางด้านวัสดุนาโนที่เก่งที่สุด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าวันนี้ฟิล์มจะไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่เขากลับมารู้ว่าชีวิตเขาควรที่จะโฟกัสยังไงบ้าง แล้วพร้อมที่จะถ่าย พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตอันใกล้"
ในช่วงท้าย นายยศชนัน ได้สะท้อนผ่านกรณีของประเทศสิงคโปร์ที่ใช้เวลาเพียง 50 ปีในการสร้างชาติด่วนการลงทุนใน "ทรัพยากรมนุษย์" ซึ่งก็คือผู้คน พร้อมย้ำเตือนให้นักศึกษาละทิ้งอีโก้ และเปิดรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต
"ทัศนคติของผู้ชนะ อาจจะไม่ได้ช่วยเราอีกแล้ว หากเรามีอีโก้อยู่ วันนี้ก็ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ ความรู้สึกของผู้ท้าชิงตลอดเวลา ความกระตือรือร้นที่จะบุกเบิกในสิ่งใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือวันนี้ อย่าหยุดที่จะทำ อย่าหยุดที่จะคิด อย่าหยุดที่จะเรียน การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ 4 ปี การเรียนรู้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดชีวิต วันนี้ถ้าพี่มั่นใจมาก ว่าทุกคนจะมีความหมาย ไม่ใช่ความหมายในตัวเอง แต่เป็นความหวังของประเทศไทย ความหมายของประเทศของเรา ทุกคนหาความหมายของตัวเองเจอหรือยัง"
ช่วงท้ายหลังการกล่าวต้อนรับ นักศึกษาจำนวนมากต่างกรูกันเข้ามาขอถ่ายภาพเซลฟี ซึ่ง นายยศชนัน ก็ร่วมเฟรมอย่างเป็นกันเอง ทั้งทำท่า Six Seven ท่าจุ๊บเหมียว และทำมือครึ่งหัวใจ ลงไปพูดคุยกับนักศึกษาและบุคลากรอย่างสนุกสนาน