▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่าน รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนธันวาคม อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะ 1 ปี และ 3 ปี ข้างหน้า โดย ECB และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังคงมั่นใจว่า ECB อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบัน ตลอดทั้งปี 2026 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของจีน (RatingDog Services PMI) ในเดือนธันวาคม รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทางฝั่งเวียดนาม จะมีการประกาศ รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจใจไตรมาสที่ 4 รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI, ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้างจากฝั่งญี่ปุ่น (Wage Growth) ในเดือนพฤศจิกายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 72% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนธันวาคม พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนธันวาคม เช่นกัน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป Headline CPI ในเดือนธันวาคม นั้น บรรดานักวิเคราะห์ยังคงมองว่า อัตราเงินเฟ้ออาจ “ติดลบต่อเนื่อง” ที่ระดับ -0.30% แต่สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยอัตราเงินเฟ้อไทยจะยังคงถูกกดดันจากราคาพลังงานที่ลดลงจากปีก่อนหน้าพอสมควร จนกว่าจะเข้าช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งราคาพลังงานได้ปรับตัวลดลงชัดเจนในปีที่ผ่านมา อนึ่งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ก็มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 0.70% หนุนโดย ความต้องการใช้จ่ายในช่วงปลายปี และมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท ในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้นชัดเจน หลังราคาทองคำมีจังหวะปรับตัวลงหนัก อีกทั้งเงินดอลลาร์ก็รีบาวด์ขึ้นในช่วงปลายปี ทำให้เราต้องประเมินใหม่ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) ได้ชะลอลงแล้วและเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่จะมีการรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงในช่วงนี้ ก็อาจช่วยหนุนทั้งเงินดอลลาร์ (ตราบใดที่ตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยมากขึ้น) และราคาทองคำ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนนัก
ในเชิงเทคนิคัลนั้น เรามองว่า หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงระยะสั้น ทว่าในแนวโน้มระยะกลางนั้น เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์
ซึ่งเราขอย้ำว่ามองว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่
นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น อาจหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่าแนวโน้มเงินดอลลาร์จะขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานเป็นสำคัญ
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.15-31.85 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35-31.60 บาท/ดอลลาร์