ชี้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยยังมีช่องว่างสร้างงาน
แม้เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะมีสัดส่วนประมาณ 4.6% ของมูลค่าเพิ่มรวม แต่ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า การจ้างงานในระบบของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งต่ำกว่าบางประเทศที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ใกล้เคียงกัน เช่น บราซิลและฟิลิปปินส์
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยจะมีความสามารถในการสร้างผลงานและสินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่ยังมีโอกาสเพิ่มจำนวนธุรกิจที่เติบโตได้จริง ขยายการจ้างงานในระบบ และสร้างอาชีพที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในสาขาที่สามารถขยายตลาดได้กว้างกว่างานผลิตเฉพาะกลุ่ม
การประเมินที่นำเสนอในงานชี้ว่า หากไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าใกล้ระดับเกาหลีใต้ สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมอาจเพิ่มเป็น 5.6% และสัดส่วนการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 9% ภายในปี 2583 ซึ่งอาจสร้างงานในระบบเพิ่มประมาณ 3 ล้านตำแหน่ง
ขณะที่การยกระดับบริการวิชาชีพสร้างสรรค์ให้เข้าใกล้ระดับสหรัฐฯ อาจทำให้สาขานี้มีสัดส่วนสูงถึง 6.1% ของผลผลิต และ 12% ของการจ้างงาน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นภาพจำลองศักยภาพภายใต้เงื่อนไขการพัฒนา ไม่ใช่การคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
World Bank เสนอให้ไทยปรับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
World Bank เสนอให้ไทยปรับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. เปลี่ยนจากการสนับสนุนรายโครงการเป็นการสร้างธุรกิจให้เติบโต โดยวัดผลจากความสามารถในการขยายกิจการ เข้าถึงตลาดใหม่ และดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน แทนการพิจารณาเพียงจำนวนโครงการหรือเงินทุนที่ได้รับ
2. เปลี่ยนจากการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาเป็นการสร้างรายได้จาก IP ด้วยการพัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ และช่องทางสร้างรายได้จากผลงาน เพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดได้
3. เปลี่ยนจากการพัฒนาผู้สร้างสรรค์ในประเทศเป็นการสร้างบริษัทที่แข่งขันได้ระดับโลก โดยเพิ่มบทบาทของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์ม บริการวิชาชีพ และเครือข่ายผู้ซื้อในต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผลงานไทยเข้าถึงตลาดสากลได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการบังคับใช้สิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีบริหารสิทธิดิจิทัล การพัฒนาองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และการจัดตั้งบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จสำหรับการจดทะเบียนและคุ้มครอง IP ข้ามประเทศ
อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนาระบบประเมินมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ คาแรกเตอร์ คลังเพลง และผลงานออกแบบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจสร้างสรรค์เข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการระดมทุนโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ภายใต้ระบบประเมินมูลค่าและกลไกบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
CEA ดัน Creative Capital สู่สินทรัพย์ระดับโลก
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติด้านนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” โดยมุ่งยกระดับทุนสร้างสรรค์ (Creative Capital) ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ทุนทางวัฒนธรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่า ดึงดูดการลงทุน และขยายตลาดได้ในระดับโลก
สำหรับภาครัฐ ข้อเสนอสำคัญคือการสร้างระบบตลาดและกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยประเมินผลจากการเติบโตของธุรกิจ มูลค่าส่งออก รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างงานที่มีคุณภาพ
ขณะที่ภาคเอกชนและนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญา ความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า ศักยภาพของบุคลากร และการผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดเอเชียและตลาดโลก