กมธ.ปปง.จ่อสอบ บล.วีบูลล์ ฟอกเงินทุนเทา ฉะ ก.ล.ต.เกียร์ว่าง
09 ต.ค. 2569 | titayu_pur

กมธ.ปปง. ลุยสอบ บล.วีบูลล์ ปมสงสัยเป็นช่องทางฟอกเงินทุนเทาเชื่อมโยงต่างชาติ สับ ก.ล.ต. หย่อนยานไม่กล้าฟันธงลงโทษ หลังพบช่องโหว่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้โอนเงิน
Business
09 ต.ค. 2569 | titayu_pur

กมธ.ปปง. ลุยสอบ บล.วีบูลล์ ปมสงสัยเป็นช่องทางฟอกเงินทุนเทาเชื่อมโยงต่างชาติ สับ ก.ล.ต. หย่อนยานไม่กล้าฟันธงลงโทษ หลังพบช่องโหว่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้โอนเงิน
KEY
POINTS
9 ตุลาคม 2569 กมธ.ปปง. โดย นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ยกระดับการตรวจสอบ บล.วีบูลล์ หลังพบเบาะแสถูกขบวนการอาชญากรรมใช้เป็นช่องทาง ฟอกเงินทุนเทา สร้างความเสียหายเกือบ 60 ล้านบาทพร้อมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ก.ล.ต. ที่ส่อเจตนาหย่อนยาน ไม่กล้าฟันธงลงโทษหรือออกมาตรการป้องปรามโบรกเกอร์ ทั้งที่มีหมายจับและหลักฐานชัดเจนจาก สภ.เมืองปทุมธานี เตรียมเร่งรัดส่งหนังสือจี้ ก.ล.ต. ในสัปดาห์หน้า พร้อมขยายผลสอบประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมบัญชีเทรดหุ้น และข้อสงสัยความเชื่อมโยงกับทุนต่างชาติเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย
นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธาน กมธ. ปปง. กล่าวกับ “เนชั่น” ว่า กำลังจับตาความคืบหน้าการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีสถานีตำรวจภูธรเมืองปทุมธานี หรือ สภ.เมืองปทุมธานี ได้ดำเนินคดีและออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการเอาผิดหรือกำหนดมาตรการลงโทษต่อตัวบริษัทหลักทรัพย์
"ตอนนี้กำลังติดตามไปว่า ก.ล.ต. มีมาตรการอย่างไร ในการดำเนินการตรวจสอบ วีบูลล์ ในเรื่องที่ สภ.เมืองปทุมธานี ได้ออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการกับตัวบริษัทหลักทรัพย์ และทาง สภ.เมืองปทุมธานี เตรียมทำหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการและ ก.ล.ต. ว่า มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการดำเนินการต่อบริษัท วีบูลล์ ซึ่ง ก.ล.ต. ยังไม่ได้ตอบกลับมา โดยในสัปดาห์หน้านี้ ผมจะทำหนังสือเร่งรัดไปยัง ก.ล.ต. อีกที" นายพิทักษ์เดช ระบุ
ต่อประเด็นรายงานข่าวในสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่า บริษัทแม่ของ วีบูลล์ มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน จนทางการสหรัฐฯ ต้องยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลและดูแลลูกค้านั้น นายพิทักษ์เดช ระบุว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในรายละเอียดของ กมธ. เช่นกัน
นายพิทักษ์เดช กล่าวว่า เรื่องความเชื่อมโยงใหม่นี้จะนำไปหารือร่วมกับคณะผู้กลั่นกรองของ กมธ. ก่อน เพื่อดูว่ามีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร และสร้างความเสียหายต่อประชาชนหรือไม่ หากเข้าหลักเกณฑ์และขอบเขตอำนาจหน้าที่ จะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงทั้งหมด รวมถึงจะเร่งรัดการตรวจสอบกรณีกลุ่มทุนที่เคยปรากฏข่าวก่อนหน้านี้ว่ามีการโอนเงินเข้า บล.วีบูลล์ ซึ่งพบข้อบกพร่องในระบบการตรวจสอบ จนอาจนำไปสู่การฟอกเงินของกลุ่มทุนสีเทา
CG จี้ ก.ล.ต. ออกแอคชั่น เตือนอย่าหย่อนยาน
ประธาน กมธ. ปปง. ยังได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของ ก.ล.ต. โดยชี้ว่า เป็นต้นตอของความล่าช้าและขาดความเด็ดขาดในการทำหน้าที่กำกับดูแลตลาดทุน
"เรื่องเดิม ทาง สภ.เมืองปทุมธานี ผมได้เร่งรัดให้ส่งปรึกษาอัยการทั้งหมดแล้ว แต่มันติดปัญหาอยู่ที่ ก.ล.ต. ไม่กล้าฟันธงสักอย่างหนึ่งว่า จะเอายังไงกับบริษัท วีบูลล์ ถ้าข้อเท็จจริงพบว่า มีความผิดเชื่อมโยงในฐานะที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ และพนักงานของ วีบูลล์ ได้กระทำการเช่นนั้น ตามหลักการแล้ว ก.ล.ต. ต้องกล้าฟันธง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นบัญชีชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 หรือชั้นที่ 3 แต่ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ไม่เคยกล้าฟันธงอะไรเลย"
นายพิทักษ์เดช ย้ำว่า ก.ล.ต. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลหลัก ต้องมีมาตรการลงโทษ ตักเตือน หรือป้องปรามเพื่อรักษาความโปร่งใสของระบบการเงิน แต่สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงการทำงานที่หย่อนยานอย่างชัดเจน โดยในสัปดาห์หน้าตนจะประชุมร่วมกับคณะผู้กลั่นกรอง เพื่อกำหนดลำดับขั้นตอนการทำงาน (1-2-3-4) ในการเรียกตัวแทน บล.วีบูลล์ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อเท็จจริงต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กมธ. ปปง. ได้รับรายงานผลการดำเนินคดีจากตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี (ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569) ซึ่งตรวจสอบเส้นทางการเงินกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินรวม 1,406,000 บาท
จากการแกะรอยเส้นเงิน พบว่ามีเงิน 30,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของ นายธนกฤต (หนึ่งในผู้ต้องหา) ซึ่งเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไว้กับ บล.วีบูลล์ จากนั้นได้นำเงินดังกล่าวเข้าพอร์ตหุ้น ก่อนทำรายการถอนเงินออกไปยังบัญชีธนาคารปลายทางของบุคคลอื่นอีก 3 บัญชี
การตรวจสอบเชิงลึกพบช่องโหว่ร้ายแรง กล่าวคือ บัญชีปลายทางที่รับเงินถอนออกไม่ใช่บัญชีของนายธนกฤต แต่คนร้ายใช้วิธีนำภาพหน้าสมุดบัญชีธนาคารของผู้อื่นมาตัดต่อปลอมแปลงชื่อให้เป็นชื่อนายธนกฤต เพื่อหลอกระบบให้อนุมัติผูกบัญชีสำเร็จ โดยพนักงาน บล.วีบูลล์ ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ในช่วงเกิดเหตุ บริษัทยังใช้ระบบตรวจดูภาพหน้าสมุดบัญชีที่ลูกค้าอัปโหลดเข้ามาแบบแมนนวล หากชื่อตรงกับผู้เปิดบัญชีก็จะอนุมัติทันที กระทั่งตรวจพบภายหลังว่ามีเอกสารปลอมแปลงหลายรายการ
ด้านพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี ได้ทำหนังสือขอความเห็นทางกฎหมาย ไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี ซึ่งอัยการมีความเห็นว่า การแจ้งข้อกล่าวหาต้องมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า บุคคลนั้นร่วมกระทำความผิด หากยังไม่ชัดเจนให้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างประสานเข้าสอบปากคำเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ในประเด็นเกณฑ์การกำกับดูแลและการควบคุมความเสี่ยง เพื่อนำมาวินิจฉัยว่า บล.วีบูลล์ มีความผิดอาญาโดยตรง หรือเป็นเพียงข้อบกพร่องตามระเบียบกำกับดูแล
จากการตรวจสอบบันทึกการประชุม กมธ. ปปง. (ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569) พบข้อมูลสำคัญจากผู้แทนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลคดีช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2568 พบมีคดีแจ้งความออนไลน์ถึง 393 คดี ที่มีเส้นเงินเชื่อมโยงเข้าสู่บัญชีของ บล.วีบูลล์ มูลค่าความเสียหายรวมราว 58 ล้านบาท และต่อมายังพบความเสียหายเพิ่มเติมอีก 7 คดี มูลค่ากว่า 2.3 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 60 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุพฤติการณ์ว่า กลุ่มคนร้ายเลือกใช้บัญชีของบริษัทหลักทรัพย์เป็นจุดพักเงิน เนื่องจากเป็น "บัญชีกลาง (Omnibus Account)" ที่รองรับธุรกรรมของลูกค้ารวมกันจำนวนมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอายัดเงินได้ยาก เพราะหากอายัดทั้งบัญชีจะกระทบต่อนักลงทุนสุจริตรายอื่น โดยคนร้ายอาศัยช่องโหว่ 2 ประการหลัก:
ระบบยืนยันตัวตน (KYC) ในช่วงเกิดเหตุ ระบบยังไม่มีกลไกตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างชื่อผู้สมัครกับชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารอย่างสมบูรณ์
รูปแบบการให้บริการ: มีนโยบายอนุญาตให้ลูกค้า ฝากและถอนเงินได้ภายในวันเดียวกัน (Same-day withdrawal) ซึ่งต่างจากมาตรฐานธุรกิจหลักทรัพย์ทั่วไปที่ต้องมีรอบระยะเวลาการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (T+2) ทำให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินได้อย่างรวดเร็ว
ด้านผู้แทน บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ชี้แจงต่อ กมธ. ยืนยันว่า บริษัทดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) สหรัฐอเมริกา มีระบบการพิสูจน์ตัวตนตามมาตรฐาน ทั้งระบบ NDID, ThaiD และการคัดกรองรายชื่อผ่านฐานข้อมูลสากล World-Check
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากระบบ KYC ล้มเหลว แต่เป็นความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) ของพนักงานที่ไม่สามารถตรวจจับเอกสารหน้าสมุดบัญชีที่มีการตัดต่อปลอมแปลงได้ พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าบริษัทรับฝากเงินสดหรือดำเนินธุรกิจคล้ายธนาคารพาณิชย์ โดยยืนยันว่าธุรกรรมทั้งหมดดำเนินการผ่านระบบดิจิทัล (Dynamic QR Code) เท่านั้น และปัจจุบันได้ประสานความร่วมมือกับตำรวจและสถาบันการเงินยกระดับระบบตรวจสอบ จนแทบไม่พบการกระทำผิดผ่านช่องทางดังกล่าวอีก
ต่อข้อซักถามของคณะกรรมาธิการฯ เรื่องการลงโทษทางปกครอง ผู้แทนสำนักงาน ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ได้สั่งการให้ บล.วีบูลล์ ปรับปรุงระบบตรวจสอบและเพิ่มมาตรการหน่วงเวลาการถอนเงิน (Holding Period) สำหรับพฤติกรรมเสี่ยงแล้ว ทั้งนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบธุรกรรมและการปฏิบัติตามเกณฑ์ KYC/CDD ของบริษัท โดยได้ร่นระยะเวลาการตรวจสอบจากกรอบปกติ 6 เดือน ให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน
ขณะที่ผู้แทนสำนักงาน ปปง. ระบุว่า เตรียมเข้าตรวจสอบ ณ สถานประกอบการของ บล.วีบูลล์ เพื่อดูว่าปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ หากพบการฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 1 ล้านบาท และปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท พร้อมย้ำเตือนว่า ปัจจุบัน มาตรา 8/10 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแลอย่างครบถ้วนแล้ว โดยประชาชนผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องคุ้มครองสิทธิเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์คืนได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ ปปง. ประกาศรายชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ในการประชุม กมธ. ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 บล.วีบูลล์ ได้ขอเลื่อนการเข้าชี้แจงเป็นตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ได้กำชับให้หน่วยงานกำกับดูแลดำเนินคดีและบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด