“สรรเพชญ” เร่งสปีดท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 จ่อเปิดใช้ปี 74
05 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“สรรเพชญ” รัฐมนตรีช่วยฯ คมนาคม ลงพื้นที่แหลมฉบัง เร่งสรุปส่งมอบพื้นที่เฟส 3 มุ่งแก้ปัญหาจราจรด้วย Buffer Zone หวังดันเป็นฮับโลจิสติกส์ระดับสากล
Business
05 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“สรรเพชญ” รัฐมนตรีช่วยฯ คมนาคม ลงพื้นที่แหลมฉบัง เร่งสรุปส่งมอบพื้นที่เฟส 3 มุ่งแก้ปัญหาจราจรด้วย Buffer Zone หวังดันเป็นฮับโลจิสติกส์ระดับสากล
KEY
POINTS
· ความคืบหน้าเฟส 3: งานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้ากว่า 95.57% อยู่ระหว่างเร่งเจรจาการส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1-F2 และเตรียมขอความเห็นทางวิชาการจาก วสท. เพื่อให้โครงการโปร่งใสและเป็นธรรม คาดพร้อมเปิดให้บริการปี 2574
· มาตรการลดรถติด: จัดตั้ง Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เป็นลานพักรถบรรทุก พร้อมคุมเข้มมาตรฐานระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่ต่ำกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการคิวตลอด 24 ชั่วโมง
· เป้าหมายระยะยาว: เดินหน้าปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระ เพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบัง–แหลมฉบังให้ถึง 50% และส่งเสริมการขนส่งทางน้ำเพื่อลดความแออัดอย่างยั่งยืน
5 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้า ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ของไทย เน้นย้ำการบริหารจัดการ โลจิสติกส์ ให้มีประสิทธิภาพด้วยการจัดทำ Buffer Zone เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด และเร่งผลักดัน โครงสร้างพื้นฐาน เฟส 3 ให้เป็นไปตามแผนแม่บท เพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงาน และมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี , ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหาร กทท. ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานสำคัญของท่าเรือแหลมฉบัง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านโลจิสติกส์ของประเทศ
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามงานต่อเนื่อง จากการมอบนโยบายให้ กทท. เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยต้องการรับฟังข้อมูลความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคของท่าเรือแหลมฉบังจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เนื่องจากท่าเรือแหลมฉบัง เป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นจุดเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ไทยสู่สากล โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว พร้อมกำชับให้ กทท. เดินหน้าโครงการให้ชัดเจนในทุกประเด็น ทั้งด้านพื้นที่ เทคนิค สัญญา และการทำงานกับคู่สัญญา โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ให้รัฐเสียประโยชน์
ด้านว่าที่ร้อยตรี รัฐกร ได้รายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยภาพรวมงานก่อสร้างทางทะเล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีความคืบหน้าประมาณ 95.57% ส่วนงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค มีความคืบหน้าประมาณ 19.82% และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขแบบและสัญญา ซึ่งต้องเสนอให้คณะกรรมการ กทท. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ กทท. ได้ติดตามงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเร่งรัดในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเนื่อง
สำหรับความคืบหน้าหลังการมอบนโยบายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 คณะทำงานฯ ได้ประชุมหารือร่วมกับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งมอบพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F และระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ร่วมกัน โดยบริษัท จีพีซีฯ ได้ชี้แจงข้อมูล ข้อเสนอทางเทคนิค ประมาณการด้านราคา และผลกระทบที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กทท. ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย พร้อมประสานผู้รับจ้างออกแบบเพื่อขอข้อมูลเชิงวิศวกรรมเพิ่มเติมสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาในประเด็นพื้นที่ F1 และ F2 โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านคุณภาพงานถมทะเลตามสัญญา รวมถึงเตรียมขอความเห็นทางวิชาการจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ กทท. อยู่ระหว่างเร่งรัดการพิจารณาเพื่อให้การส่งมอบพื้นที่ได้ข้อยุติโดยเร็วและไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินโครงการในภาพรวม โดยจะนำความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อมูลทางวิชาการจาก วสท. มาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านเทคนิคและข้อเท็จจริงที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปหารือร่วมกับบริษัท จีพีซีฯ อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย กทท. ท่าเรือแหลมฉบัง และที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย คาดว่าการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 จะอยู่ภายในปี 2574
นายสรรเพชญ ได้กำชับให้ กทท. บริหารโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยเร่งเดินหน้างานส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ควบคู่กับการหาข้อยุติในประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามเป้าหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาประโยชน์ของรัฐ
นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายมาตรการเร่งรัดปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานท่าเรือแหลมฉบัง โดยให้ กทท. บริหารพื้นที่กันชน (Buffer Zone) กว่า 127 ไร่ เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก กำชับท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่านประตูย่อย (Sub Gate) ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่สถานีขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO) รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจรและคิวรถอย่างเป็นระบบ
ในระยะยาวให้เร่งจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระ ลดตู้สินค้าคงค้าง เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางระหว่างสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบังให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 และส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ เพื่อลดความแออัดการจราจร ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง สนับสนุนบทบาทท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูการค้าหลักของประเทศและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับระบบโลจิสติกส์ไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับการค้า การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ข่าวล่าสุด