กองทัพธรรม ร้อง ปปป. บี้วัดดัง จ.เลย รุกป่า 754 ไร่ ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาล
09 มิ.ย. 2569 | natthanan_chu

กองทัพธรรม ร้อง ปปป. บี้วัดดัง จ.เลย รุกป่า 754 ไร่ ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาล แถมเจ้าหน้าที่รัฐโผล่แจก ส.ป.ก. มิชอบเอื้อทุน!
ข่าว
09 มิ.ย. 2569 | natthanan_chu

กองทัพธรรม ร้อง ปปป. บี้วัดดัง จ.เลย รุกป่า 754 ไร่ ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาล แถมเจ้าหน้าที่รัฐโผล่แจก ส.ป.ก. มิชอบเอื้อทุน!
KEY
POINTS
ทนายกองทัพธรรม ร้อง ปปป, วัดดังเลย บุกรุกป่า, อนันต์ชัย ร้องสอบวัดเลย วัดดังจังหวัดเลย ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลฎีกา, ออก สปก มิชอบ วัดเลย, พระเวียดนามพำนักวัดเลย, คดีบุกรุกป่าภูค้อ ภูกระแต
9 มิถุนายน 2569 ที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ในฐานะ รองหัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคง ในพระพุทธศาสนา (ศปทศ.ตร.) เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ของ วัดแห่งหนึ่งใน จ.เลย กรณีบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้ว
นายอนันต์ชัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวสืบเนื่องจากเรื่องเดิมมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2545 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ตีพิมพ์พาดหัวข่าวความว่า “พระ-ชาวบ้านผวาโลกแตก เผ่นขึ้นเขาสร้างรีสอร์ตอยู่ ลือกระหึ่มชาวบ้านแตกตื่นหลงเชื่อพระนักเทศน์ว่าโลกใกล้วิบัติ กรุงเทพฯ น้ำจะท่วมสูง พาครอบครัวย้ายไปปักหลักสร้างบ้านพักบริเวณวัดกลางป่าเขา” ซึ่งวัดกลางป่าเขา คือวัดดัง จ.เลย ต่อมา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ได้แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงทราบว่า วัดดังกล่าว มีที่ดินเป็น น.ส.3 ฯ จำนวนเพียง 45 ไร่ เท่านั้น
นอกนั้นเป็นการบุกรุกครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต รวมเนื้อที่ 411-3-77 ไร่ และเขตป่า (ส.ป.ก.) 342-1-80 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 754-1-57 ไร่ มีอาคารเสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างภายในพื้นที่จำนวน 1,319 หลัง มีพระภิกษุสามเณร 166 รูป อุบาสิกา (แม่ชี) 216 คน ฆราวาส 358 คน รวม 740 รูป/คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 จึงได้แจ้งความดำเนินคดีวัดดังกล่าวกับพวกรวม 4 คน จนคดีขึ้นสู่ศาลจังหวัดเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่ผิดฐานบุกรุกป่าสงวนฯ สั่งปรับวัด 6 หมื่นบาท รอกำหนดโทษเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร 2 ปี พร้อมสั่งให้บุคคลและบริวารทั้งหมดออกจากพื้นที่ จำเลยสู้ถึงฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด 8 มี.ค. 2560 และออกหมายบังคับคดีในปี 2561 แต่ไม่สามารถบังคับคดีได้
สิ่งที่น่าตั้งคำถามยิ่งกว่า คือหลังคดีถึงที่สุดไปแล้ว เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. รายหนึ่งกลับออกหนังสืออนุญาต ส.ป.ก.4-01 ข. ให้บุคคลในพื้นที่ 6 ราย 7 แปลง รวม 217 ไร่ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2561 ทั้งที่เป็นที่ดินพิพาทในคดีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เรื่องนี้อาจเข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญา ม.157 และเป็นการบ่อนทำลายอำนาจตุลาการ
แต่ในปี 2569 นี้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลยเพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. ทั้ง 7 แปลงแล้ว ขณะที่ศาลจังหวัดเลยก็ยกคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของวัดและบุคคลกลุ่มดังกล่าวเมื่อ 26 พ.ค. 2569 โดยยืนยันว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนฯ และให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเดิม
ด้วยเหตุที่กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับและอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมาย ส.ป.ก. เป็นต้น การตรวจสอบจึงไม่อาจอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งดำเนินการโดยลำพัง หากจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรมเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยเสมอภาค ไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม และปกป้องผืนป่าอันเป็นทรัพยากรของชาติ มิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดใช้ผ้าเหลืองหรือสถานะทางศาสนาเป็นเกราะกำบังในการยึดถือทรัพย์สินของรัฐ
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวได้มีการหารือร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมป่าไม้ในฐานะหน่วยงานต้นเรื่อง เนื่องจากพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าจำนวนหลายพันไร่ จึงได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันนอกรอบ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการจัดการพื้นที่ที่ถูกบุกรุก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับวัดแห่งนี้โดยตรง
สำหรับแนวทางการนำผู้ที่เข้าอยู่อาศัยในพื้นที่โดยไม่ถูกต้องออกจากพื้นที่นั้น
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ผู้บุกรุกออกจากพื้นที่แล้ว กรมบังคับคดีได้เข้ามาร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ตำรวจภูธรจังหวัดเลย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา
ส่วนกรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ที่ถูกกล่าวหาว่าออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ทั้งที่มีคำพิพากษาของศาลแล้วนั้น เบื้องต้นเลขาธิการ ส.ป.ก. ได้มีคำสั่งเพิกถอนเอกสารดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าจะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวด้วยว่า แม้จะมีการฟ้องร้องต่อศาลในบางประเด็น แต่กรมบังคับคดียังคงมีอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต้องร่วมกันวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระชาวเวียดนาม พำนักอยู่เป็นจำนวนมากนับพันรูป อีกทั้งยังมีการใช้ช่องว่างทางทางกฎหมายจัดตั้งสถานที่ดังกล่าวเป็นศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม และขอวีซ่าเข้ามาในฐานะผู้ศึกษา ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา
“คดีนี้เป็นเรื่องที่ทางวัดต่อสู้ในทางกฎหมายมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่การตรวจสอบของ ปปป. หากพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. หรือแม้แต่การออกทะเบียนบ้านและเอกสารอื่นๆ โดยมิชอบ เพื่อรองรับการเข้าพักอาศัยในพื้นที่ป่า จึงขอเตือนว่าถ้าท่านยังร่วมมือในการที่จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย“ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
#อนันต์ชัยไชยเดช #ทนายกองทัพธรรม #วัดดังเมืองเลย #บุกรุกป่าสงวน #จรูญเกียรติปานแก้ว #บกปปป #มาตรา157 #ภัยคุกคามพระพุทธศาสนา #เพิกถอนสปก #ข่าวด่วนวันนี้ #ข่าวการเมือง #ข่าวจังหวัดเลย
ข่าวล่าสุด