นอกจากการที่กางเกงมวยจะมีชื่อเสียงและเป็น ‘ของฝาก’ ของนักท่องเที่ยวพอๆ กับเสื้อกล้ามกระทิงแดง หรือกางเกงช้างแล้ว กางเกงมวยยังเป็นเหมือน ‘งานออกแบบนานาชาติ’ ที่ถูกหยิบยกไปใช้ในวงการแฟชั่นระดับโลกมาโดยตลอด ไม่ลิขสิทธิ์ และมีชื่อเสียง กางเกงมวยเป็นที่จดจำด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว
ในคอลเลกชั่น Fall/Winter 2019 ของ Versace ไฮไลต์หลักของเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นนี้ที่ถูกกล่าวถึงไปทั่วโลกก็คือ กางเกงมวยไทย ซึ่งโดนาเทลลา เวอร์ซาเช (Donatella Versace) นำเอารูปแบบกางเกงมวยไทยที่ทุกคนทั่วโลกรู้จักกันดีอยู่แล้วมาสร้างสรรค์ในรูปแบบงานไฮแฟชั่น ทั้งการปักด้วยเลื่อม ตราเมดูซ่าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และโลโก้แบรนด์ Versace ที่ขอบกางเกง ซึ่งนอกจากกางเกงมวยในคอลเลกชั่นนี้จะถูกเขียนถึงโดยสื่อแฟชั่นทั่วโลกแล้ว ยังเห็นว่าเซเลบริตี้ระดับโลกอย่าง มีอา คัง (Mia Kang) หรือ วิซ คาลิฟา (Wiz Khalifa) ยังหยิบไปใส่อีกด้วย
และก่อนหน้าที่ Versace จะหยิบเอากางเกงมวยไทยไปขึ้นรันเวย์ระดับโลกนั้น ก็มีหลากหลายแบรนด์ที่หยิบเอากางเกงมวยใช้ไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ อย่างแบรนด์ HUMAN MADE ของ NIGO ก็เคยนำไปใช้ในแคปซูลคอลเลกชั่นปี 2018 ซึ่งก็แทบจะเหมือนกางเกงมวยไทยที่ขายตามร้านขายของที่ระลึกหรือที่ถนนข้าวสารเลยทีเดียว
หรือเมื่อ 5 ปีที่แล้วแบรนด์ Guess ก็ร่วมงานกับนักร้องระดับโลก เจ บัลวิน (J Balvin) ออกแบบคอลเลกชั่นพิเศษที่มีกางเกงมวยไทยเป็นหนึ่งไอเท็มในนั้น ในราคา 99 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแบรนด์ Wicked One ก็เคยเอากางเกงมวยไทยกับลายสักยันต์มาจับคู่กันมาแล้ว แบรนด์ Roots of Fight ก็หยิบเอาเอกลักษณ์ของคำว่า Muay Thai และนายขนมต้มไปทำเป็นคอลเลกชั่นสุดเก๋
หรือแม้แต่ค่ายมวยต่างๆ แบรนด์ในระดับท้องถิ่น หรือที่ผลิตขายในระดับแมสกับการเป็นของฝากของที่ระลึก ก็มีสินค้าเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ขาย ไม่ว่าจะเป็น Fairtex , ลุมพินี , Yokkao Asia , Muaythaigloves , Thai Gift Star มันเป็นสินค้ายอดนิยมที่ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานทั้งในเชิงแฟชั่น และของฝากของที่ระลึกออกขายมาโดยตลอด จะเรียกว่าเป็นไอเท็มคลาสสิกที่ไร้กาลเวลาโดยไม่ต้องอาศัยรันเวย์แฟชั่นวีคใดๆ ก็ได้
กลับมาที่คำถามเดิม สิ่งนี้คุ้มไหมกับงบฯ 130 ล้านบาท ยังไม่รวมงบในโครงการอื่นๆ ที่รวมกันแล้ว สาขาแฟชั่นของบฯ ไปรวมแล้ว 268.9 ล้านบาท
ในขณะที่เมื่อที่ผ่านมา ‘เสื้อผ้าแบรนด์เวียดนาม’ ที่ไม่ใช่แค่แบรนด์ Fanci Club เท่านั้น ยังมีแบรนด์อื่นที่เริ่มมีชื่อเสียงไม่แพ้กันอย่าง L SEOUL , Huelley Rose , ONONMADE , tingoan , Vintage gout และ Mamavirus กลายเป็นสินค้าที่โด่งดังและสร้างยอดขายไปไกลระดับโลกแล้ว จากกระแสเสื้อผ้าเวียดนามฟีเวอร์ ที่เกิดขึ้นจากคนดังระดับโลกหยิบไปสวมใส่ ไม่ว่าจะ โอลิเวีย โรดริโก (Olivia Rodrigo), เบลลา ฮาดิด (Bella Hadid), เฮลีย์ บีเบอร์ (Hailey Bieber) หรือแม้กระทั่ง Blackpink ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะมีแผนมาร์เก็ตติ้งอยู่ในนั้น แต่ในขณะเดียวกันเราก็เห็นถึง ‘เอกลักษณ์’ ที่จับต้องได้ ราคาที่เข้าถึงได้ และที่สำคัญมันมาในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะกับเทรนด์ของโลกอย่าง Y2K หรือแม้กระทั่งก่อนหน้านี้ที่คำว่า ‘เสื้อผ้าสไตล์เกาหลี’ กลายเป็นเทรนด์ระดับโลกหรือในไทยเองก็ตาม ในขณะที่คำว่าเสื้อผ้า (แฟชั่น) สไตล์ไทย เรายังไม่สามารถหาคำนิยามหรือรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ที่จับต้องได้ นอกจากกางเกงช้างที่ทุกคนทั่วโลกนึกถึง
และสิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ ประเทศไทยเคยมีโครงการที่เรียกว่า ‘กรุงเทพเมืองแฟชั่น’ ในปี 2002 ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยใช้งบประมาณสูงถึง 1,802 ล้านบาท และในรัฐบาลนี้ เรายังมีโครงการซอฟต์พาวเวอร์ที่สาขาแฟชั่นตั้งงบฯ ไว้อีก 268.9 ล้านบาท
แต่แฟชั่นไทย (ที่ไม่ใช่กางเกงช้างกับกางเกงมวย) ไปไกลจนถึงขั้นเป็นซอฟต์พาวเวอร์ได้จริงๆ หรือยัง?