สุดท้าย สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ต้องออกมาเบรก โดยเตือนว่าหากมีนักเตะ-กุนซือคนไหนเลื่อนขวดอีก สมาคมฟุตบอลของชาตินั้นๆจะถูกปรับเงิน เพราะต้องการทุกคนเคารพกฏระเบียบของการแข่งขัน และเคารพผู้สนับสนุนด้วย
จริงอยู่ที่การเลือกดื่ม-ไม่ดื่มอะไร เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่แต่ละคนย่อมมีสิทธิ์เลือกเอง แต่การเลือกที่จะแสดงออกการไม่สนับสนุนในที่สาธารณะ แทนที่จะเลือก "ปล่อยวาง" ทำให้นักเตะดังเหล่านี้ต้องถูกตั้งคำถามในเรื่องกาลเทศะอย่างปฏิเสธไม่ได้อีกทั้งตัวนักฟุตบอลเองก็มีรายได้จากส่วนนี้เช่นเดียวกัน เพราะนอกจากค่าเหนื่อยที่ได้รับจากต้นสังกัดแล้ว รายได้อีกทางหนึ่งของพวกเขาก็คือ การเซ็นสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งบางคนอาจมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์นอกสนามมากกว่าการเล่นในสนามด้วยซ้ำและก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นต้องส่งผลกระทบกับใครบางคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตที่ต้องมีการปล่อยมลพิษสู่แหล่งน้ำ-อากาศ จนบางครั้งอาจเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือผลิตภัณฑ์บางอย่างมีผลผลิตจากสัตว์เป็นส่วนผสม หรือใช้สัตว์ในการทดลอง ทำให้สัตว์เหล่านั้นต้องตาย เป็นต้น
นอกจากนี้ ในวงการฟุตบอลช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งถูกขับเคลื่อนโดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมากมายหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดื่ม "มีสี" หรือ "มีแอลกอฮอล์" แทบทั้งนั้น และในปัจจุบัน เครื่องดื่มทั้งสองยี่ห้อก็ถือเป็นผู้สนับสนุนหลัก (Top-tier sponsors) ของยูฟ่า และทำให้องค์กรลูกหนังแห่งนี้มีรายได้ถึงกว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 75,000 ล้านบาท) จากการแข่งขันรวมทุกรายการ
แม้ข้อตกลงระหว่างยูฟ่ากับบรรดาผู้สนับสนุนหลักทั้งหลายจะไม่มีการเปิดเผย แต่หากย้อนไปในศึก "ยูโร 2016" เคยมีรายงานไว้ว่า ยูฟ่า มีรายรับจากสปอนเซอร์ถึง 576 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18,000 ล้านบาท)