🔵[ข้อมูลชี้ชัด 'เส้นความยากจน' ขยับสวนทางเกณฑ์รัฐ ชนชั้นกลางแบกหลังแอ่น]
หากมองในมุมวิชาการ เกณฑ์ใหม่นี้สร้างความกังวลในหลายมิติ โดยเฉพาะกับกลุ่ม "ชนชั้นกลางระดับล่าง" (The Squeezed Middle) ที่เพิ่งเริ่มทำงานและมีรายได้ก้าวเข้าสู่เกณฑ์เสียภาษีขั้นแรก
ผศ.ศิริรัตน์ เจนศิริศักดิ์ คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้วิเคราะห์ผลกระทบใน 3 ด้านหลักที่น่าสนใจ
1. แรงจูงใจในการเสียภาษีลดลง (Tax Disincentive): เมื่อคำนวณเปรียบเทียบแล้วพบว่า สิทธิ์บัตรคนจนให้มูลค่าสวัสดิการรวมราว 12,600 บาทต่อปี (สินค้า 300 + ค่าเดินทาง 750 ต่อเดือน) ในขณะที่ลูกที่ยื่นหักลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 30,000 บาท หากลูกอยู่ในฐานภาษีเริ่มต้นที่ 5% จะประหยัดภาษีได้จริงเพียง 1,500 บาทต่อปี หรือหากฐานภาษี 10% ก็ประหยัดได้เพียง 3,000 บาทต่อปีเท่านั้น การเห็นตัวเลขที่ต่างกันชัดเจนถึง 4 ถึง 8 เท่าแบบนี้ จะช่วยให้เห็นภาพทันทีว่าทำไมครอบครัวส่วนใหญ่ถึงเลือกที่จะสละสิทธิ์การลดหย่อนภาษีเพื่อดึงให้พ่อแม่ได้บัตรคนจนคืน ซึ่งนี่อาจทำให้คนเลือกที่จะหลบเลี่ยงหรือไม่อยากเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
2. ประเมินความสามารถในการเลี้ยงดูสูงเกินจริง: การที่รัฐเหมารวมว่า "ลูกใช้สิทธิ์ลดหย่อน = ลูกเลี้ยงดูไหว" เป็นสมมติฐานที่สุดโต่งเกินไปในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว รายได้ของลูกเองก็แทบไม่พอใช้ การตัดสิทธิ์นี้เท่ากับโยนภาระทั้งหมดกลับมาที่คนเสียภาษีโดยตรง
3. ตัวเลขเกณฑ์รายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน: น่าตกใจตรงที่เกณฑ์รายได้ของพ่อแม่ที่สรรพากรกำหนดไว้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี (เดือนละ 2,500 บาท) นั้น ต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) ของไทยในปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือนเสียอีก การที่ลูกส่งเงินช่วยค้ำจุนไม่ได้แปลว่าพ่อแม่จะหลุดพ้นจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจเลย
แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เมื่อเม็ดเงินภาษีก็มีจำกัด แต่คนยากจนและผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นทุกวัน?
🔵[ทางออกคนยากจนข้ามรุ่น: รัฐสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม หรือ ถึงเวลาสวัสดิการถ้วนหน้า?]
หากโจทย์ของรัฐบาลคือการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด การสกัดคน "อยากจน" ออกไปอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่คำถามคือ "วิธีการ" ที่ใช้นั้นยืดหยุ่นพอหรือยัง?
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง (TDRI) ได้เสนอทางออกที่น่าสนใจว่า รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิด โดยให้สิทธิ์ "พ่อแม่เป็นคนเลือกก่อน" ว่าจะรับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ หากพ่อแม่เลือกรับ ลูกจึงค่อยหมดสิทธิ์นำไปลดหย่อนภาษี ไม่ใช่ให้สิทธิ์การตัดสินใจไปตกอยู่ที่ตัวลูกก่อนเหมือนในปัจจุบัน เพื่อป้องกันกรณีที่ลูกทอดทิ้งและไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่จริง
นอกจากนี้ ดร.สมชัย ยังเน้นย้ำว่า การแจกเงินหรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้คนหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการมากที่สุดคือ "โอกาสในการทำงานที่ดี"
รัฐบาลควรปรับเป้าหมายจากการเยียวยาไปสู่
- การเพิ่มทักษะความรู้ การ Upskill และ Reskill เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดงานปัจจุบัน
- การจัดหางานที่เหมาะสมและสร้างรายได้ที่มั่นคง
- การโฟกัสดูแลคนในครอบครัวของกลุ่มคนเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพื่อหยุดยั้ง "วงจรความยากจนข้ามรุ่น" ไม่ให้พ่อแม่ที่ยากจนต้องส่งต่อความจนไปยังลูกหลานอย่างไม่สิ้นสุด
🔵[ร่วมมองไปข้างหน้า: สวัสดิการที่แท้จริงที่ครอบครัวไทยควรได้รับคืออะไร?]
บทเรียนตลอด 9 ปีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แสดงให้เห็นว่าการ "พิสูจน์ความจน" เป็นเรื่องที่ท้าทายและซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ตัวเลขไม้บรรทัดเดียวมาตัดสินชีวิตของคนในสังคม
การเปลี่ยนผ่านฐานข้อมูลผ่านระบบ Data Lake เพื่อปูทางไปสู่ระบบภาษี Negative Income Tax (NIT) ในอีก 2 ปีข้างหน้าของกระทรวงการคลัง อาจเป็นความหวังในการจัดสรรสวัสดิการแบบเฉพาะบุคคล (Tailor-made) ที่ตรงจุดมากขึ้นในอนาคต
แต่ในระหว่างทางที่รอระบบนั้นสมบูรณ์...
เราควรหันมาทบทวนเกณฑ์การลดหย่อนภาษีและสิทธิสวัสดิการให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง และไม่ผลักให้ "ความกตัญญู" กลายเป็นภาระที่ต้องเลือกข้างดีกว่าหรือไม่?
หากถึงเวลาต้องเลือกจริงๆ คุณจะสละสิทธิ์หักลดหย่อนภาษีส่วนตัวเพื่อรักษาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้พ่อแม่ไหม? หรือคิดว่ารัฐบาลกำลังมองข้ามบทบาทของชนชั้นกลางที่เป็นแกนหลักของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ?