เนชั่นทีวี

Nation Story

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 บีบลูกกตัญญูเลือก "ลดหย่อนภาษี" หรือ "สิทธิ์บัตรคนจนพ่อแม่"

06 มิ.ย. 2569 | ธีรวัฒน์ เจริญยศ

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 บีบลูกกตัญญูเลือก "ลดหย่อนภาษี" หรือ "สิทธิ์บัตรคนจนพ่อแม่"

เจาะลึกเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 บีบลูกกตัญญูเลือก "ลดหย่อนภาษี" หรือ "สิทธิ์บัตรคนจนพ่อแม่" ทางออกการคลังที่ตึงตัว หรือแผลลึกของรัฐสวัสดิการไทย?

เราทำงาน เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย และพยายามส่งเงินดูแลพ่อแม่เท่าที่มี... แต่ทำไมในวันนี้ ความกตัญญูของเรากลับทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ช่วยเหลือจากรัฐ? ร่วมหาคำตอบและตั้งคำถามกับกติกาใหม่ "บัตรคนจน ปี 2569" ที่กำลังสั่นคลอนความสัมพันธ์ในครอบครัวและชวนคิดว่า "รัฐสวัสดิการที่แท้จริง" ของไทยควรเดินไปในทิศทางไหน?

 

ท่ามกลางมติ ครม. ไฟเขียวงบประมาณ 55,257.7 ล้านบาท เพื่อเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนปี 2569 รอบใหม่ แต่เบื้องหลังตัวเลขมหาศาลนี้ กำลังซ่อนเงื่อนปมสำคัญที่กระทบใจคนวัยทำงานเสาหลักของบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...

 

แต่สิ่งที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์และสร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักในกลุ่มคนวัยทำงานซึ่งเป็นเสาหลักครอบครัว คือการปรับเกณฑ์คัดกรองใหม่ที่ย้ายจาก "รายได้ครัวเรือน" มาเป็น "รายบุคคล" พร้อมเพิ่มข้อห้ามสุดตึง นั่นคือ "หากบุตรนำชื่อพ่อแม่ไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้ พ่อแม่จะถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที" กติกาใหม่นี้กำลังส่งเสียงคำถามดังๆ จากสังคมว่า นี่คือการบริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า หรือเป็นการผลักภาระและทำโทษ "ลูกกตัญญู" ที่เป็นผู้เสียภาษีกันแน่?

🔵[กตัญญูมีราคา? เมื่อ "ลดหย่อนภาษีลูก" แลกกับ "สิทธิ์พยุงชีพพ่อแม่"]

ทำไมรัฐบาลถึงต้องใช้ยาแรงขนาดนี้ในรอบ 9 ปีของโครงการ?

 

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้อธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังว่า “หลักการสำคัญคือ รัฐบาลต้องการเน้นให้ความช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุดและไม่มีลูกหลานคอยดูแล เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด การที่ผู้เสียภาษีนำชื่อบิดามารดาไปหักลดหย่อนภาษี ก็เท่ากับว่าบิดามารดามีคนดูแลแล้ว” ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังระบุว่าหากพ่อแม่คนไหนที่ลูกไม่ได้เลี้ยงดูจริง แต่แอบเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี ก็สามารถมายื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ "ลูกคนนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีทันที"

 

แต่ในความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลางระดับล่าง มันง่ายขนาดนั้นจริงหรือ?

 

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตที่น่าคิดว่า เงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดให้ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ได้ปีละ 30,000 บาทนั้น พ่อแม่ต้องมีอายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 2,500 บาท) ซึ่งเงินที่ลูกส่งเสียบวกรายได้พ่อแม่ยังไงก็ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ผู้มีสิทธิ์บัตรคนจนที่ตั้งไว้ไม่เกิน 100,000 บาทด้วยซ้ำ

 

"กลายเป็นการทำโทษลูกกตัญญู ถ้าให้ลดหย่อนอุปการะบุพการี 100,000 บาทก็ว่าไป" ศิริกัญญาระบุ

 

คำถามคือ การบีบให้ครอบครัวต้องเลือกอุทธรณ์เพื่อแลกสิทธิ์กลับคืนมา จะไม่เป็นการสร้างรอยร้าวและแรงกระเพื่อมในความสัมพันธ์ระดับครอบครัวให้แย่ลงไปกว่าเดิมหรือ?

 

🔵[ข้อมูลชี้ชัด 'เส้นความยากจน' ขยับสวนทางเกณฑ์รัฐ ชนชั้นกลางแบกหลังแอ่น]

หากมองในมุมวิชาการ เกณฑ์ใหม่นี้สร้างความกังวลในหลายมิติ โดยเฉพาะกับกลุ่ม "ชนชั้นกลางระดับล่าง" (The Squeezed Middle) ที่เพิ่งเริ่มทำงานและมีรายได้ก้าวเข้าสู่เกณฑ์เสียภาษีขั้นแรก

 

ผศ.ศิริรัตน์ เจนศิริศักดิ์ คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้วิเคราะห์ผลกระทบใน 3 ด้านหลักที่น่าสนใจ

 

1. แรงจูงใจในการเสียภาษีลดลง (Tax Disincentive): เมื่อคำนวณเปรียบเทียบแล้วพบว่า สิทธิ์บัตรคนจนให้มูลค่าสวัสดิการรวมราว 12,600 บาทต่อปี (สินค้า 300 + ค่าเดินทาง 750 ต่อเดือน) ในขณะที่ลูกที่ยื่นหักลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 30,000 บาท หากลูกอยู่ในฐานภาษีเริ่มต้นที่ 5% จะประหยัดภาษีได้จริงเพียง 1,500 บาทต่อปี หรือหากฐานภาษี 10% ก็ประหยัดได้เพียง 3,000 บาทต่อปีเท่านั้น การเห็นตัวเลขที่ต่างกันชัดเจนถึง 4 ถึง 8 เท่าแบบนี้ จะช่วยให้เห็นภาพทันทีว่าทำไมครอบครัวส่วนใหญ่ถึงเลือกที่จะสละสิทธิ์การลดหย่อนภาษีเพื่อดึงให้พ่อแม่ได้บัตรคนจนคืน ซึ่งนี่อาจทำให้คนเลือกที่จะหลบเลี่ยงหรือไม่อยากเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น

 

2. ประเมินความสามารถในการเลี้ยงดูสูงเกินจริง: การที่รัฐเหมารวมว่า "ลูกใช้สิทธิ์ลดหย่อน = ลูกเลี้ยงดูไหว" เป็นสมมติฐานที่สุดโต่งเกินไปในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว รายได้ของลูกเองก็แทบไม่พอใช้ การตัดสิทธิ์นี้เท่ากับโยนภาระทั้งหมดกลับมาที่คนเสียภาษีโดยตรง

 

3. ตัวเลขเกณฑ์รายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน: น่าตกใจตรงที่เกณฑ์รายได้ของพ่อแม่ที่สรรพากรกำหนดไว้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี (เดือนละ 2,500 บาท) นั้น ต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) ของไทยในปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือนเสียอีก การที่ลูกส่งเงินช่วยค้ำจุนไม่ได้แปลว่าพ่อแม่จะหลุดพ้นจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจเลย

 

แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เมื่อเม็ดเงินภาษีก็มีจำกัด แต่คนยากจนและผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นทุกวัน?

 

🔵[ทางออกคนยากจนข้ามรุ่น: รัฐสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม หรือ ถึงเวลาสวัสดิการถ้วนหน้า?]

หากโจทย์ของรัฐบาลคือการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด การสกัดคน "อยากจน" ออกไปอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่คำถามคือ "วิธีการ" ที่ใช้นั้นยืดหยุ่นพอหรือยัง?

 

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง (TDRI) ได้เสนอทางออกที่น่าสนใจว่า รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิด โดยให้สิทธิ์ "พ่อแม่เป็นคนเลือกก่อน" ว่าจะรับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ หากพ่อแม่เลือกรับ ลูกจึงค่อยหมดสิทธิ์นำไปลดหย่อนภาษี ไม่ใช่ให้สิทธิ์การตัดสินใจไปตกอยู่ที่ตัวลูกก่อนเหมือนในปัจจุบัน เพื่อป้องกันกรณีที่ลูกทอดทิ้งและไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่จริง

 

นอกจากนี้ ดร.สมชัย ยังเน้นย้ำว่า การแจกเงินหรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้คนหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการมากที่สุดคือ "โอกาสในการทำงานที่ดี"

 

รัฐบาลควรปรับเป้าหมายจากการเยียวยาไปสู่

- การเพิ่มทักษะความรู้ การ Upskill และ Reskill เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดงานปัจจุบัน

- การจัดหางานที่เหมาะสมและสร้างรายได้ที่มั่นคง

- การโฟกัสดูแลคนในครอบครัวของกลุ่มคนเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพื่อหยุดยั้ง "วงจรความยากจนข้ามรุ่น" ไม่ให้พ่อแม่ที่ยากจนต้องส่งต่อความจนไปยังลูกหลานอย่างไม่สิ้นสุด

 

🔵[ร่วมมองไปข้างหน้า: สวัสดิการที่แท้จริงที่ครอบครัวไทยควรได้รับคืออะไร?]

บทเรียนตลอด 9 ปีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แสดงให้เห็นว่าการ "พิสูจน์ความจน" เป็นเรื่องที่ท้าทายและซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ตัวเลขไม้บรรทัดเดียวมาตัดสินชีวิตของคนในสังคม

 

การเปลี่ยนผ่านฐานข้อมูลผ่านระบบ Data Lake เพื่อปูทางไปสู่ระบบภาษี Negative Income Tax (NIT) ในอีก 2 ปีข้างหน้าของกระทรวงการคลัง อาจเป็นความหวังในการจัดสรรสวัสดิการแบบเฉพาะบุคคล (Tailor-made) ที่ตรงจุดมากขึ้นในอนาคต

 

แต่ในระหว่างทางที่รอระบบนั้นสมบูรณ์...

 

เราควรหันมาทบทวนเกณฑ์การลดหย่อนภาษีและสิทธิสวัสดิการให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง และไม่ผลักให้ "ความกตัญญู" กลายเป็นภาระที่ต้องเลือกข้างดีกว่าหรือไม่?

 

หากถึงเวลาต้องเลือกจริงๆ คุณจะสละสิทธิ์หักลดหย่อนภาษีส่วนตัวเพื่อรักษาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้พ่อแม่ไหม? หรือคิดว่ารัฐบาลกำลังมองข้ามบทบาทของชนชั้นกลางที่เป็นแกนหลักของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ?