แต่รัฐบาลระบุว่า ด้วยอำนาจการต่อรองระดับรัฐและการจัดซื้อแบบรวมศูนย์ (Bulk Buying) ทำให้สามารถลดต้นทุนการซื้อลิขสิทธิ์ทั้งหมดลงเหลือเพียง 1,600 ล้านบาท ซึ่งเมื่อคำนวณกลับมาเป็นต้นทุนเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนจะพบว่าเหลือเพียง...
[สูตรคำนวณต้นทุนต่อคนของรัฐบาล]
งบประมาณโครงการ 1,600,000,000 บาท ÷ (ผู้ใช้สิทธิ์ 5,000,000 คน x 12 เดือน) = ประมาณ 26.67 บาทต่อคนต่อเดือน
เพื่อไม่ให้เป็นการแจกฟรีอย่างไร้ค่า รัฐบาลได้ออกแบบระบบภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” นั่นคือ ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องผ่านการเรียนคอร์สออนไลน์และพัฒนาทักษะ AI ตามเงื่อนไขที่กำหนดก่อน จึงจะได้รับโทเคนหรือสิทธิ์ในการปลดล็อกใช้งานฟีเจอร์ระดับพรีเมียม และหากไม่มีการใช้งานภายในเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการตัดสิทธิ์และหมุนเวียนให้ผู้ใช้งานคนอื่นทันที เพื่อป้องกันการกักสิทธิ์โดยสูญเปล่า
“ในแพ็กเกจนี้จะมีทั้งไลเซนส์ คอร์สเรียน และการสอนใช้งานจริง ไม่ใช่แค่มีไว้คุยเล่นเฉย ๆ แต่เป็นการทำให้คนไทยใช้ AI ทำงานได้จริง และเตรียมคนของประเทศให้พร้อมรับมือเศรษฐกิจยุคใหม่” นายไชยชนก กล่าวอย่างมั่นใจ
แต่ตัวเลขความคุ้มค่าที่สวยหรูขนาดนี้ แลกมาด้วยเบื้องหลังกระบวนการที่โปร่งใสแค่ไหน? ทำไมโครงการนี้ถึงถูกฝ่ายตรวจสอบชี้หน้าว่าเป็น "รหัสกดเงินภาษี" รอบใหม่?
🔵[จับตางบ 1,600 ล้าน: ทำไมต้องเลี่ยงสภา? ส่อพิรุธดีลสายฟ้าแลบใน 34 วัน]
อีกด้านหนึ่ง น.ส.รักชนก ศรีนอก (ไอซ์) สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาสับโครงการนี้อย่างเผ็ดร้อน โดยเปรียบเปรยเทคโนโลยี AI ในยุคนี้ว่าไม่ต่างอะไรกับ "แอปพลิเคชัน" ในยุคก่อนที่กลายเป็นรหัสกดเงินสดของหน่วยงานภาครัฐที่ต่างคนต่างขอทำแอปจนสุดท้ายกลายเป็นแอปขยะที่ไม่มีคนใช้
กมธ.งบประมาณ ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อกังขาสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:
1. การเลี่ยงการตรวจสอบจากสภา: โครงการนี้ใช้เงินจาก "กองทุน DE" ซึ่งได้รับจัดสรรเงินจาก กสทช. โดยปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินสูงถึง 7,906.82 ล้านบาท การใช้เงินก้อนนี้ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและตัดลดงบประมาณในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนงบประมาณปกติ และการอนุมัติวงเงินระดับพันล้านในกองทุนนี้ก็ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)
2. ดีลอัศจรรย์ 34 วัน: โครงการยักษ์ใหญ่ระดับ 1,600 ล้านบาท ที่ต้องไปดึงพันธมิตร AI ระดับโลกถึง 12 รายมารวมกันบนแดชบอร์ดเดียว กลับใช้เวลาตั้งแต่เริ่มทำเรื่องจนถึงกระบวนการประมูลได้ผู้ชนะเพียงแค่ 34 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นจนน่าตกใจสำหรับการดีลงานเทคโนโลยีขนาดใหญ่เช่นนี้ หากไม่มีการเตรียมการหรือ "รู้กันภายใน" ล่วงหน้า
3. ข้อส่อพิรุธล็อกสเปก TOR: ในเงื่อนไขขอบเขตงาน (TOR) มีการระบุเจาะจงว่าผู้ชนะการประมูลจะต้องโฆษณาผ่าน "จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา และไม่น้อยกว่า 6,000 จอ" ซึ่งการกำหนดรูปแบบสื่อโฆษณาตายตัวลงใน TOR แทนที่จะเน้น KPI เป็นผลลัพธ์ของจำนวนผู้ใช้งานจริง (Active Users) ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ขัดกับหลักการบริหารงบการตลาดในยุคดิจิทัล ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่มีเครือข่ายร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่
“มันง่ายมากที่จะกดงบประมาณกองทุนนี้มาใช้ เพราะการตรวจสอบน้อยกว่า ถ้าเสนอเข้าสภาตามปกติโดนแหกอกแน่... รัฐมนตรีดีอีห่วงใยคนไทยอยากช่วยประหยัดจริง ๆ หรือแค่อยากล้วงเงินกองทุนออกไปให้ได้มากที่สุด?” น.ส.รักชนก ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา
นอกจากเงินภาษีประชาชนที่น่ากังวลแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีค่าไม่แพ้เงินในโลกยุคดิจิทัลนั่นคือ "ข้อมูลการใช้งานของเรา" รัฐบาลกำลังจะทำตัวเป็น Big Brother คอยสอดส่องเราอยู่หรือไม่?
🔵[ความเป็นส่วนตัวที่ต้องจ่าย? “Big Brother” กำลังแอบดูเราถาม AI หรือไม่?]
อีกหนึ่งประเด็นที่คนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่กังวลเรื่องสิทธิ์ความปลอดภัยทางข้อมูล (Data Privacy) ตั้งคำถามคือ การใช้งานผ่าน "แพลตฟอร์มกลางของรัฐ" จะทำให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลการเสิร์ชและการพิมพ์พูดคุยกับ AI ทั้งหมดของเราได้หรือไม่?
ในประเด็นนี้ น.ส.รักชนก เผยว่าจากการซักถามในชั้นกรรมาธิการ เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าระบบจะมีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการค้นหา (Search History) ของผู้ใช้งานจริงเพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ ซึ่งจุดนี้กลายเป็นข้อกังขาสำคัญว่า ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านั้นจะถูกเก็บแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymized Data) หรือว่าจะถูกผูกเชื่อมโยงเข้ากับฐานข้อมูลระบุตัวตน (Personal Identifiable Information) ของผู้สมัคร AI Passport เพราะระดับความเป็นส่วนตัวและอันตรายที่อาจเกิดจากระบบความปลอดภัยรั่วไหลมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล
ขณะที่ทางฝั่งรัฐบาลและกระทรวงดีอีได้รีบออกมาชี้แจงว่า เป้าหมายของการเก็บข้อมูลการใช้งานก็เพื่อส่งเสริมการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับนำไปพัฒนา "Thai LLM" หรือโมเดลภาษาไทยของประเทศ ซึ่งยังตามหลังต่างประเทศอยู่มาก โดยรัฐบาลขอยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดจะเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด และไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุตัวตนของผู้ใช้แต่อย่างใด
ทางด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล ได้ออกมาโต้แย้งฝ่ายค้านเพิ่มเติมว่า การนำ AI Passport ไปเปรียบเทียบกับแอปขยะในอดีต ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะ AI คือ "เทคโนโลยีพื้นฐานใหม่" (General Purpose Technology) ที่สำคัญต่ออนาคตเหมือนไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต
“AI ไม่ใช่เรื่องแฟชั่นหรือกระแสชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา หากรัฐบาลไม่เร่งลดช่องว่างทางดิจิทัล คนไทยและเยาวชนจะเสียโอกาสในการแข่งขันกับโลกภายนอกอย่างประเมินค่าไม่ได้” รองโฆษกรัฐบาล ย้ำ
🔵[ก้าวต่อไปของประเทศไทย: เมื่อสิทธิ์ฟรีต้องมาพร้อมความรับผิดชอบและความโปร่งใส]
ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า สำหรับคนทำงานวัย 35-44 ปี ที่กำลังเผชิญหน้ากับคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลง การได้รับสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro ฟรีนั้น ถือเป็นเครื่องมือและสิทธิประโยชน์ที่ดีมากในการพัฒนาอาชีพเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว
ทว่า ในฐานะผู้เสียภาษี การจับตาดูว่างบประมาณ 1,600 ล้านบาทนี้ ถูกใช้ไปอย่างโปร่งใส ไร้การล็อกสเปก และระบบมีความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างแท้จริง ก็เป็นหน้าที่สำคัญที่เราจะปล่อยผ่านไปไม่ได้เช่นกัน โครงการที่ดีต้องไม่จบลงด้วยการเป็นเพียงแค่เครื่องมือประชาสัมพันธ์ทางการเมือง หรือเป็นช่องทางผันเงินภาษีเข้ากระเป๋าใครบางคน
ถึงคิวของทุกคนแล้วครับ...
หากคุณจำเป็นต้องลงทะเบียนและใช้เครื่องมือนี้จริง ๆ ในมุมของคนทำงานและผู้เสียภาษี เงื่อนไขความปลอดภัยและการตรวจสอบแบบใดที่จะทำให้คุณมั่นใจได้มากที่สุด? และภาครัฐควรปรับปรุงเกณฑ์เรื่องใดก่อนเริ่มใช้งานจริงในเดือนหน้า เพื่อเปลี่ยนกระแสจากการวิจารณ์ขัดแย้งไปสู่เวทีสร้างสรรค์ในการร่วมสะท้อนเสียงถึงรัฐบาล?