มติประวัติศาสตร์ UNGA เคาะความเห็นศาลโลก ICJ ชี้ทุกประเทศรับผิดชอบ "โลกร้อน" ทางกฎหมาย
23 พ.ค. 2569 | nation_ent

STORY: มติประวัติศาสตร์ UNGA เคาะความเห็นศาลโลก ICJ ชี้ทุกประเทศต้องรับผิดชอบ 'โลกร้อน' ส่องผลกระทบธุรกิจไทยและการปะทะของชาติมหาอำนาจ
Nation Story
23 พ.ค. 2569 | nation_ent

STORY: มติประวัติศาสตร์ UNGA เคาะความเห็นศาลโลก ICJ ชี้ทุกประเทศต้องรับผิดชอบ 'โลกร้อน' ส่องผลกระทบธุรกิจไทยและการปะทะของชาติมหาอำนาจ
เคยคิดไหมว่า... ถ้าวันหนึ่งวิกฤต "โลกร้อน" ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการรณรงค์แบบสมัครใจหรือการทำ CSR เท่านั้น แต่กำลังจะกลายเป็น "ข้อผูกพันทางกฎหมาย" ที่หากรัฐบาลหรือกลุ่มทุนไม่ทำตาม อาจเสี่ยงถูกฟ้องร้องจนล้มละลายได้?
นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ได้สร้างหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการลงมติรับรองความเห็นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่ระบุว่า "ทุกประเทศมีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 141 : 8 เสียง (งดออกเสียง 28 เสียง)
แม้ว่ามตินี้จะไม่มีผลบังคับทางกฎหมายโดยตรง (Non-binding) แต่แรงกระเพื่อมจากเวทีโลกครั้งนี้ กำลังจะส่งผลกระทบมาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ นโยบายรัฐ และภาคธุรกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เบื้องหลังคะแนนเสียงมติประวัติศาสตร์นี้ คือภาพสะท้อนของการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจ และการเอาตัวรอดของกลุ่มประเทศขนาดเล็ก
ในกลุ่ม 8 ประเทศที่ออกเสียงคัดค้าน นำโดยยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา (ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เพิ่งถอนตัวออกจากความตกลงปารีสอีกครั้ง) ร่วมกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ซึ่งพยายามปกป้องอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลของตนเองอย่างสุดความสามารถ
"มติดังกล่าวมีข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และไม่มีความจำเป็นที่เลขาธิการสหประชาชาติจะต้องจัดทำรายงานเพิ่มเติมในประเด็นทางกฎหมายนี้" แทมมี บรูซ รองเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำสหประชาชาติ กล่าวในที่ประชุม
ในทางตรงกันข้าม "อันโตนิโอ กูเตอร์เรส" เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมติครั้งนี้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่รัฐต้องปกป้อง
“นี่คือการยืนยันที่ทรงพลังต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบของรัฐในการปกป้องผู้คนจากวิกฤติภูมิอากาศ”
ทำไมประเทศเล็ก ๆ ถึงยอมชนกับมหาอำนาจ? คำตอบง่ายมาก นั่นคือ "ความอยู่รอด"
"วานูอาตู" ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ คือผู้ริเริ่มเสนอญัตตินี้ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาด้านกฎหมาย เพราะระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังจะกลืนกินบ้านเกิดของพวกเขา เช่นเดียวกับ "ตูวาลู" ประเทศที่มีระดับความสูงเฉลี่ยพ้นน้ำเพียงแค่ 2 เมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอาจจมหายไปจากแผนที่โลกภายในปี 2100
ปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 1.2°C และขยับเข้าใกล้เพดานจำกัดภัยพิบัติที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีสที่ 1.5°C เข้าไปทุกที สำหรับพวกเขา โลกร้อนจึงไม่ใช่หัวข้อสัมมนา แต่คือวิกฤตชีวิตที่ต้องเร่งแก้ไขทันที
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้? ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ลงคะแนน "สนับสนุน" มติดังกล่าว ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลไทยยอมรับหลักการ "ความรับผิดชอบทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน"
การโหวตสนับสนุนครั้งนี้จะมีผลกลับมากดดันประเทศไทยใน 3 มิติสำคัญ:
การบังคับใช้ "ภาษีคาร์บอน" (Carbon Tax) ที่เข้มข้นขึ้น: รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานโลก หากไม่ทำ ภาคส่งออกของไทยจะเผชิญกำแพงภาษีจากต่างประเทศ เช่น มาตรการ CBAM ของยุโรป
ความเสี่ยงในการถูก "ฟ้องร้องสีเขียว" (Green Lawsuits): มติจาก ICJ ครั้งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้ภาคประชาชนและกลุ่มเอ็นจีโอในไทย สามารถยื่นฟ้องศาลต่อหน่วยงานรัฐบาล หรือกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หากพบว่าดำเนินนโยบายหรือทำธุรกิจที่ละเลยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การปรับตัวของภาคธุรกิจ: ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่อยู่ในซัพพลายเชนของบริษัทใหญ่ จะถูกกดดันให้ต้องตรวจสอบกระบวนการผลิตและลดการปล่อยคาร์บอนอย่างโปร่งใส ใครปรับตัวช้า... อาจต้องหลุดออกจากห่วงโซ่ธุรกิจระดับโลก
แม้ว่าแรงกดดันทางกฎหมายนี้จะดูน่ากังวล แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสทองสำหรับประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ "เศรษฐกิจสีเขียว" (Green Economy) การพัฒนาพลังงานสะอาด เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างงานและรายได้มหาศาลให้กับคนรุ่นต่อไป
ในฐานะคนทำงาน วัยสร้างครอบครัว และพ่อแม่ที่ต้องส่งต่อโลกใบนี้ให้ลูกหลาน...
คุณคิดว่าประเทศไทยพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและทางกฎหมายในครั้งนี้แล้วหรือยัง? และภาคธุรกิจไทยควรเริ่มขยับตัวอย่างไรดี เพื่อไม่ให้ตกขบวนในวันที่ "รักษ์โลก" กลายเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย?
ข่าวล่าสุด