ARTICLE: ฟุตบอลโลก 2026 คนไทยจะได้ดูฟรีหรือไม่?
06 พ.ค. 2569 | nation_ent

ฟุตบอลโลก 2026 คนไทยจะได้ดูฟรีหรือไม่? เปิดปมลิขสิทธิ์ที่ยังไร้ข้อสรุป หลังกฎ Must Have พังทลาย กว่า 50 ปีแห่งการดูฟรีกำลังจบลงแล้ว
Nation Story
06 พ.ค. 2569 | nation_ent

ฟุตบอลโลก 2026 คนไทยจะได้ดูฟรีหรือไม่? เปิดปมลิขสิทธิ์ที่ยังไร้ข้อสรุป หลังกฎ Must Have พังทลาย กว่า 50 ปีแห่งการดูฟรีกำลังจบลงแล้ว
หลืออีกไม่ถึง 1 เดือน บอลโลกจะเริ่มแล้ว แต่ไทยยังไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด — นี่คือแค่ความล่าช้าชั่วคราว หรือจุดจบของ "สิทธิดูบอลโลกฟรี" ที่คนไทยถือเป็นเรื่องปกติมาตลอด 50 กว่าปี?
ฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากในเดือนมิถุนายนนี้ แต่ประเทศไทยยังคงเป็น 1 ใน 3 ประเทศใหญ่ที่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดได้ ร่วมกับจีนและอินเดีย ซึ่งโฆษกของฟีฟ่าเปิดเผยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมว่า จนถึงขณะนี้มีเพียง 175 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกเท่านั้นที่บรรลุข้อตกลงแล้ว
สำนักข่าว Reuters ระบุว่า การที่จีนและอินเดียยังไม่ได้ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดือนก่อนเปิดฉากถือเป็นเรื่อง "ผิดปกติ" เพราะในฟุตบอลโลก 2018 และ 2022 สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนมักเริ่มโฆษณาและแคมเปญล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว
แล้วทำไมประเทศไทยถึงยังติดอยู่ในจุดนี้? คำตอบไม่ได้เริ่มต้นที่ปี 2026 — แต่เริ่มต้นที่การตัดสินใจทางนโยบายที่สะสมมากว่า 50 ปี
หากย้อนเวลากลับไป คนไทยมีโอกาสชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งแรกตั้งแต่ปี 1970 (พ.ศ. 2513) เมื่อ ช่อง 4 บางขุนพรหม นำสัญญาณนัดชิงชนะเลิศระหว่างอิตาลีกับบราซิลที่เม็กซิโกมาออกอากาศ นับจากนั้นคนไทยได้ชมฟุตบอลโลกทุก 4 ปี โดยรัฐบาลสนับสนุนผ่าน โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.-ทีวีพูล) ช่วงแรกถ่ายทอดเพียงไม่กี่นัด กระทั่งปี 1990 (พ.ศ. 2533) จึงเริ่มถ่ายทอดสดครบทุกนัดเป็นครั้งแรก
นั่นคือจุดเริ่มต้นของ "วัฒนธรรมดูบอลโลกฟรี" ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาหลายทศวรรษ ก่อนที่โมเดลจะเปลี่ยนในช่วงปี 2002 เมื่อภาคเอกชนอย่างบริษัททศภาค ในเครือไทยเบฟ (ถือลิขสิทธิ์ปี 2002 / 2006) และอาร์เอส (RS) (ถือลิขสิทธิ์ปี 2010 / 2014) เข้ามารับช่วงซื้อลิขสิทธิ์เอง ถ่ายทอดผ่านฟรีทีวี และหารายได้จากโฆษณา รัฐไม่ต้องควักเงินสักบาท
แต่ทุกอย่างเริ่มพังทลายในปี 2012 (พ.ศ. 2555) เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน จากเสาก้างปลาสู่จานดาวเทียมและกล่องรับสัญญาณ เจ้าของลิขสิทธิ์บางรายต้องการผูกสิทธิ์เฉพาะกล่องของตัวเอง ผนวกกับการคุมเข้มด้านลิขสิทธิ์ ผลคือประชาชนที่จ่ายค่าสมาชิกทีวีดาวเทียมแล้ว กลับเจอ "จอดำ" ดูบอลไม่ได้
กสทช. จึงออกกฎ "Must Have" เพื่อปกป้องประชาชน โดยกำหนดให้กีฬายอดนิยมรวมถึงฟุตบอลโลก ต้องออกอากาศทางฟรีทีวีฟรีทุกนัด โดยห้ามล็อกสิทธิ์เฉพาะแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง
ฟังดูสมเหตุสมผล แต่แล้วก็เกิดคำถามตามมาว่า — ถ้าเอกชนซื้อมาแล้วถ่ายทอดฟรีได้คืนทุนยังไง?
เมื่อกฎบังคับให้ "ปล่อยฟรี" บริษัทเอกชนก็หมดแรงจูงใจในการซื้อลิขสิทธิ์ รัฐจึงต้องเข้ามาแบกภาระแทน ทั้งการใช้เงินกองทุน กทปส. ของ กสทช. 427 ล้านบาทเมื่อปี 2014 (พ.ศ. 2557) ที่ควรใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และการขอให้ภาคเอกชน "ลงขัน" โดยอาศัยบารมีทางการเมือง
ในปี 2018 รัฐบาลต้องประสานให้บริษัทยักษ์ใหญ่ 9 แห่ง อาทิ King Power, CP และไทยเบฟ รวมเงินกันกว่า 1,400 ล้านบาท ส่วนในปี 2022 กสทช. ต้องอนุมัติเงินกองทุน 600 ล้านบาท จนถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และยังเกิดกรณีจอดำบน IPTV จนนำไปสู่การฟ้องร้องกันในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อฟีฟ่ารู้ว่าไทยถูกบังคับให้ต้องถ่ายทอดสด อำนาจต่อรองของไทยก็หายไปทันที ราคาค่าลิขสิทธิ์จึงแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายเท่า และยังมีปัญหาสัญญาณรั่วไปประเทศเพื่อนบ้านจนฟีฟ่าเคยขู่จะตัดสัญญาณประเทศไทยทั้งประเทศ
เมื่อเห็นชัดว่ากฎ Must Have ก่อปัญหามากกว่าแก้ กสทช. จึงมีมติและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 "ถอดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายออกจากกฎ Must Have" คงเหลือเพียง 6 รายการ เช่น ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิก
นั่นหมายความว่า นับจากปี 2026 เป็นต้นไป เอกชนที่ซื้อลิขสิทธิ์มาไม่ถูกบังคับให้ปล่อยฟรีอีกต่อไป แต่ปัญหาใหม่คือ ไม่มีใครรู้ว่าในเมื่อคนไทยคุ้นชินกับการ "ดูฟรี" มานานกว่า 20 ปี ตลาด Pay-per-view หรือแพ็กเกจสมาชิกจะเกิดขึ้นได้จริงแค่ไหน?
ดร.โสรัชย์ อัศวประภา CEO ของ JAS ออกมาสะท้อนตรงๆ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมว่า "พฤติกรรมคนไทยคุ้นชินกับการดูฟุตบอลโลกแบบฟรีมากกว่า 20 ปี การนำมาอยู่บนแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยากในการสื่อสาร" พร้อมวอนให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเจรจา
หลังการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในประเด็นนี้ว่า "ก็ต้องทำให้มีครับ เพราะทุกรัฐบาลเขาก็ทำให้คนไทยได้ดูบอลโลก แล้วรัฐบาลผมจะมีข้อยกเว้นได้เหรอ เดี๋ยวว่ากัน"
คำพูดนี้ฟังดูมั่นใจ แต่ขาดรายละเอียดว่า "จะว่ากัน" ด้วยวิธีไหน — ใช้เงินภาษี? ขอให้เอกชนลงขัน? หรือยอมให้มีระบบ Pay-per-view บางส่วน? คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนกำลังรอคำตอบอยู่
วงจรนี้ซ้ำมาทุกสี่ปี รัฐออกกฎดี → เกิดปัญหา → ใช้เงินแก้ไข → กลับมาเจอปัญหาใหม่ และทุกครั้งประชาชนได้รับ "ความไม่แน่นอน" เป็นของแถม
สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่แค่ว่า "ปีนี้จะได้ดูฟรีไหม" แต่คือการออกแบบนโยบายที่ยั่งยืน เช่น การกำหนดให้รอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศต้องออกอากาศทางฟรีทีวี ขณะที่รอบอื่นๆ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งอาจเป็นจุดสมดุลที่ทั้งเอกชนสามารถอยู่รอดทางธุรกิจ และประชาชนยังได้สัมผัสไฮไลต์สำคัญร่วมกัน
คุณคิดว่า ประเทศไทยควรหาจุดสมดุลระหว่างสิทธิดูบอลโลกฟรี กับการเปิดโอกาสให้ธุรกิจสื่อเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไร?