เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: ป่าไม้โลกปี 2025 สูญเสีย 160 ล้านไร่ คนบุกรุกป่าน้อยลง แต่ไฟป่าจากวิกฤตโลกร้อนคือภัยใหม่ที่น่ากลัวกว่า

01 พ.ค. 2569

STORY: ป่าไม้โลกปี 2025 สูญเสีย 160 ล้านไร่ คนบุกรุกป่าน้อยลง แต่ไฟป่าจากวิกฤตโลกร้อนคือภัยใหม่ที่น่ากลัวกว่า

ทุก 1 นาที โลกสูญเสียป่าไปเท่ากับ 11 สนามฟุตบอล — แล้วเราจะยับยั้งนาฬิกาเรือนนี้ได้ทันก่อนจุดที่ไม่มีทางหวนกลับหรือเปล่า?

ในปี 2025 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าไปรวมกันเกือบ 160 ล้านไร่ แต่ตัวเลขที่น่าตกใจนี้กลับซ่อนสัญญาณเชิงบวกที่นักอนุรักษ์ทั่วโลกรอคอยมานาน รายงานล่าสุดจากสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และห้องปฏิบัติการ GLAD มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ชี้ว่าพื้นที่ป่าดิบชื้นเขตร้อนที่ถูกทำลายลดลงถึง 36% เมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งถือเป็นตัวเลขการฟื้นตัวที่น่าประทับใจที่สุดในรอบหลายปี

 

แต่ก่อนจะโล่งใจ มีคำถามสำคัญที่ต้องถามต่อ — ชัยชนะนี้ยั่งยืนพอหรือไม่ ในเมื่อ "ไฟป่า" กำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ที่ไม่มีใครควบคุมได้?

.

🔵[ตัวเลขที่สะเทือนใจ: ทุกนาทีคือการสูญเสีย]

ในปี 2025 โลกสูญเสียป่าดิบชื้นเขตร้อนไปเกือบ 29 ล้านไร่ ลดลงจาก 42 ล้านไร่ในปี 2024 ที่มีพื้นที่เทียบเท่าประเทศเดนมาร์กทั้งประเทศ แม้สถานการณ์จะดูเหมือนคลี่คลายลง แต่ในความเป็นจริงยังคงน่ากังวล เพราะทุก ๆ 1 นาที ผืนป่าขนาดสนามฟุตบอล 11 สนามยังคงหายไปจากแผนที่โลก

 

นอกจากนี้ อัตราการสูญเสียป่าปัจจุบันยังสูงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึง 46% และยังสูงกว่าระดับที่จำเป็นต้องบรรลุตามเป้าหมายปี 2030 ของปฏิญญากลาสโกว์ถึง 70% — ตัวเลขที่บอกตรง ๆ ว่าโลกยังตามหลังเป้าอยู่มาก

🔵[บราซิลพลิกเกม: นโยบายเข้มแข็งเห็นผลจริง]

ความสำเร็จของปี 2025 มีชื่อที่ชัดเจน นั่นคือ บราซิล ประเทศที่เป็นที่ตั้งของป่าแอมะซอน ผืนป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถลดการทำลายป่าดิบชื้นที่ไม่เกี่ยวกับไฟป่าลงได้ถึง 41% ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

 

เอลิซาเบธ โกลด์แมน ผู้อำนวยการร่วม Global Forest Watch ระบุว่า "เป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าให้กำลังใจที่อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าลดลงได้ขนาดนี้ภายในปีเดียว ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมนี้เกิดขึ้นจากการดำเนินการปกป้องผืนป่าขั้นเด็ดขาดจากรัฐบาล"

 

ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการดำเนินงานของประธานาธิบดีลูลา ผู้รื้อฟื้นแผนต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า (PPCDAm) และเพิ่มโทษอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง พร้อมกันนั้น โคลอมเบียก็ลดการทำลายป่าลง 17% ด้วยการรับรองสิทธิในที่ดินของชนพื้นเมือง ซึ่งพิสูจน์ว่า "ยิ่งคนในพื้นที่มีสิทธิ์ ป่าก็ยิ่งอยู่รอด"

 

🔵[อินโดนีเซีย: สัญญาณเตือนจากเอเชีย]

ในขณะที่บราซิลเป็นแบบอย่าง อินโดนีเซียกลับเดินไปในทิศตรงข้าม การสูญเสียป่าพุ่งขึ้น 14% จากการขยายพื้นที่ปลูกข้าวและอ้อยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงการบุกรุกป่าของอุตสาหกรรมเหมืองแร่

 

อารีฟ วิชายา ผู้อำนวยการ WRI Indonesia ตั้งคำถามไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "สุดท้ายแล้วเราจะสามารถยืนหยัดรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ได้อีกนานแค่ไหน หากความต้องการการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ"

คำถามนี้ไม่ใช่ของอินโดนีเซียเพียงประเทศเดียว มันคือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) ของประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาผืนป่า

🔵[ไฟป่า: ศัตรูที่ไม่มีพรมแดน ไม่มีฤดูกาล]

หากนโยบายคือปัจจัยที่มนุษย์ควบคุมได้ "ไฟป่า" คือปัจจัยที่กำลังทำให้สถานการณ์อยู่เหนือการควบคุม ในปี 2025 ไฟป่าเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียพื้นที่ป่าโลกถึง 42% คิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรทั้งประเทศ

 

แคนาดาเผชิญกับไฟป่าเลวร้ายที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ ป่ากว่า 33 ล้านไร่ ถูกเผาวอด ชุมชนนับไม่ถ้วนต้องอพยพ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มจากควันไฟที่ลอยข้ามพรมแดนรัฐและประเทศ

 

ศ.แมทธิว แฮนเซน จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ เตือนว่า "ไฟป่าที่เคยเกิดขึ้นตามฤดูกาลได้กลายเป็นสภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นแทบทั้งปี และหากไม่มีการจัดการอย่างเร่งด่วน ผืนป่าสำคัญของโลกอาจก้าวข้ามจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้"

.

นี่คือวงจรอันตราย — โลกร้อน ทำให้ป่าแห้ง → ป่าแห้ง ทำให้ไฟลุกง่าย → ไฟเผาป่า ทำให้คาร์บอนถูกปล่อยออกมา → คาร์บอนมากขึ้น ทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้น วนไม่รู้จบ

 

🔵[เทคโนโลยีและความหวังในปี 2026]

ท่ามกลางภาพที่ยังหนักหน่วง WRI กำลังนำ เทคโนโลยี AI มาใช้ในแพลตฟอร์ม Global Nature Watch เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของผืนป่าได้เร็วและแม่นยำขึ้น ช่วยให้ทีมภาคสนามตอบสนองได้ทันท่วงทีก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม

 

อย่างไรก็ดี ปี 2026 จะเป็นบททดสอบหนัก เพราะปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ รอบใหม่กำลังจะมา พร้อมกับความเสี่ยงคลื่นความร้อนและไฟป่าที่จะรุนแรงขึ้นอีก

 

ร็อด เทย์เลอร์ ผู้อำนวยการด้านป่าไม้ระดับโลกของ WRI ย้ำไว้ว่า ระบบนิเวศป่าไม้กำลังเข้าใกล้จุดพลิกผัน ที่เมื่อถึงวันนั้น ป่าจะไม่ใช่แหล่งกักเก็บคาร์บอนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก แทน

 

ข่าวดีคือ มนุษย์พิสูจน์แล้วในปี 2025 ว่าเมื่อรัฐบาลตั้งใจจริง ตัวเลขเปลี่ยนได้ บราซิลคือหลักฐานที่ดีที่สุด

 

แต่คำถามที่เราทุกคนต้องตอบในฐานะพลเมืองโลกคือ — เราจะรอให้รัฐบาลเป็นฝ่ายตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว หรือพฤติกรรมของเราในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของวงจรการทำลายหรือการฟื้นฟูป่าไม้เช่นกัน?