เนชั่นทีวี

Nation Story

SPORTS: “ทีมชาติสเปน” บนทางสองแพร่ง ชนะในสนาม แต่พ่ายยับเรื่องภาพลักษณ์

25 เม.ย. 2569

SPORTS: “ทีมชาติสเปน” บนทางสองแพร่ง ชนะในสนาม แต่พ่ายยับเรื่องภาพลักษณ์

ภาพของทีมชาติสเปนในสายตาแฟนบอลโลกกำลังยืนอยู่บนจุดตัดที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งคือผลงานในสนามที่แข็งแกร่ง ทั้งทีมชายและทีมหญิงต่างก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังยุคใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาพลักษณ์ของประเทศกลับถูกสั่นคลอนจากประเด็นร้อนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นการเหยียดเชื้อชาติ การเหยียดเพศ หรือกระทั่งการแสดงออกที่เข้าข่ายเกลียดกลัวศาสนา

เรื่องราวเริ่มต้นจากเหตุการณ์เหยียดผิวใส่ วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวเตะชาวบราซิลของเรอัล มาดริด ต่อด้วยกรณีจูบที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้บริหารลูกหนังระดับสูงของประเทศ และล่าสุดคือเสียงตะโกนต่อต้านชาวมุสลิมในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติอียิปต์ เหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นเหมือนคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดเข้าหาภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลสเปนอย่างต่อเนื่อง

 

🔵[เงามืดที่บดบังความสำเร็จ]

แม้ผลงานในสนามของสเปนจะยังคงน่าประทับใจ แต่เหตุการณ์นอกเกมเหล่านี้ได้เข้ามากลบแสงของความสำเร็จไปไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเตรียมตัวเป็นหนึ่งในเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2030 ซึ่งทำให้คำถามสำคัญถูกหยิบยกขึ้นมา…สเปนกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงหรือไม่ หรือปัญหาเหล่านี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมลูกหนังจนแก้ไม่ได้ไปแล้ว

 

เอสเตบัน อิบาร์รา ผู้นำองค์กรต่อต้านการไม่ยอมรับความแตกต่าง เชื้อชาติ และความเกลียดกลัวในกรุงมาดริด ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ภาพลักษณ์ของประเทศในเวลานี้ไม่สู้ดีนัก แต่ก็ย้ำว่าไม่ควรเหมารวมว่าพฤติกรรมของกลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่

🔵[เสียงตะโกนที่โลกได้ยิน]

เหตุการณ์ล่าสุดในเกมอุ่นเครื่องเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่บาร์เซโลนา กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อแฟนบอลกลุ่มหนึ่งร้องเพลงต่อต้านชาวมุสลิม และยังโห่ใส่เพลงชาติของอียิปต์ ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

 

สมาคมฟุตบอลอียิปต์ออกมาประณามทันที โดยระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าว “ไม่อาจยอมรับได้ในสนามฟุตบอล” และเรียกร้องให้มีการจัดการอย่างจริงจัง

 

สิ่งที่ยิ่งทำให้เหตุการณ์นี้สะเทือนใจมากขึ้น คือการที่ในสนามวันนั้นมี ลามีน ยามาล ดาวรุ่งวัย 18 ปีของสเปน ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ลงเล่นอยู่ด้วย แม้เขาจะไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรง แต่เจ้าตัวก็ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในวันถัดมา

 

ยามาลระบุว่า การนำศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือเยาะเย้ยในสนามฟุตบอล เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่รู้และการเหยียดเชื้อชาติ พร้อมย้ำว่า ฟุตบอลควรเป็นพื้นที่แห่งความสนุกและการสนับสนุน ไม่ใช่การดูหมิ่นผู้อื่นจากความเชื่อหรืออัตลักษณ์

🔵[จากวินิซิอุส ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง]

ก่อนหน้านี้ กรณีของวินิซิอุส จูเนียร์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเจ้าตัวถูกแฟนบอลบางกลุ่มตะโกนเหยียดผิวในเกมลีกที่บาเลนเซียเมื่อปี 2023 จนถึงขั้นขู่ว่าจะเดินออกจากสนาม เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ไปทั่วโลก

 

ในช่วงแรก สเปนถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลังจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น มาตรการต่าง ๆ ก็เริ่มถูกนำมาใช้อย่างจริงจังมากขึ้น

 

จำนวนเหตุการณ์เหยียดผิวลดลงอย่างเห็นได้ชัด และมีการตัดสินลงโทษแฟนบอลในหลายกรณี รวมถึงคำตัดสินของศาลสูงสุดที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ ให้บทลงโทษต่อการกระทำที่เกี่ยวข้องกับความเกลียดชังในกีฬามีความรุนแรงมากขึ้น

 

วินิซิอุสเองก็ปรับท่าทีในการสื่อสาร โดยย้ำว่าเขาไม่ได้มองว่าสเปนเป็นประเทศที่เหยียดผิว แต่ยอมรับว่าคนเหยียดผิวยังคงมีอยู่ในทุกประเทศ และสิ่งสำคัญคือการร่วมกันต่อสู้เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไป

 

🔵[แผลเป็นจากคดี “จูบที่ไม่ยินยอม”]

ไม่นานหลังจากนั้น วงการฟุตบอลสเปนต้องเผชิญกับอีกหนึ่งวิกฤต เมื่อ หลุยส์ รูเบียเลส อดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ จากกรณีจับศีรษะและจูบ เจนนี เอร์โมโซ นักเตะหญิง หลังคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงปี 2023

 

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง และถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรมการเหยียดเพศในวงการลูกหนังสเปน

 

อย่างไรก็ตาม สหพันธ์ฟุตบอลสเปนยืนยันว่าได้มีการปรับโครงสร้างภายใน โดยปัจจุบันคณะกรรมการบริหารมีผู้หญิงถึง 50% และมีบทบาทสำคัญในตำแหน่งระดับสูงมากขึ้น

 

🔵[ฟุตบอลโลก กับบททดสอบครั้งสำคัญ]

เมื่อฟุตบอลโลกกำลังใกล้เข้ามา ความคาดหวังจึงไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมของแฟนบอลนอกสนามด้วย

 

ฝ่ายจัดการแข่งขันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อว่า ความเสี่ยงของเหตุการณ์ลักษณะนี้จะลดลง เนื่องจากมีมาตรการควบคุมการจำหน่ายตั๋ว และการติดตามกลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงอย่างเข้มงวด

 

รัฐบาลสเปนยืนยันว่า ได้ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ “คนส่วนน้อย” มาทำลายภาพรวมของกีฬา พร้อมชี้ว่าประเทศมีระบบต่อต้านความรุนแรงและความเกลียดชังที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

 

🔵[ระหว่างความหวังและความจริง]

ในขณะที่ทีมชาติสเปนชุดชายกำลังมุ่งหน้าสู่ฟุตบอลโลกในฐานะแชมป์ยุโรป และมีผลงานต่อเนื่องที่น่าประทับใจหลังจากคว้าแชมป์เนชันส์ ลีก ปี 2023 พร้อมรองแชมป์ในปีถัดมา คำถามสำคัญยังคงค้างคา…สเปนพร้อมหรือยังที่จะเป็นผู้นำทั้งในสนามและนอกสนาม

 

เพราะในโลกฟุตบอลยุคใหม่ ชัยชนะไม่ได้วัดกันแค่จำนวนประตูหรือถ้วยรางวัล แต่ยังรวมถึงคุณค่าที่กีฬาสะท้อนออกไปสู่สังคม

 

และสำหรับสเปน เวทีฟุตบอลโลกครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การล่าความสำเร็จ แต่คือบทพิสูจน์ว่า พวกเขาสามารถลบภาพจำด้านลบ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการฟุตบอลได้จริงหรือไม่