เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: โลกร้อน-ภาวะโลกเดือด ฉุดอายุขัยดิ่ง! WHO เตือน 2.5 แสนชีวิต/ปี คนไทยยิ่งเสี่ยงทวีคูณ

21 เม.ย. 2569

STORY: โลกร้อน-ภาวะโลกเดือด ฉุดอายุขัยดิ่ง! WHO เตือน 2.5 แสนชีวิต/ปี คนไทยยิ่งเสี่ยงทวีคูณ

เมื่อ "ความร้อน" ไม่ใช่แค่เรื่องอากาศอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรที่กำหนดว่า… คุณจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน?

มนุษย์ใช้เวลากว่า 100 ปีในการยืดอายุขัยเฉลี่ยจาก 32 ปี ในปี 2443 ขึ้นมาสู่ 73 ปี ในปัจจุบัน ผ่านความสำเร็จของวัคซีน ยา และระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น

 

แต่วันนี้ สิ่งที่ต้องใช้เวลาทั้งศตวรรษในการสร้าง กำลังถูกคุกคามโดยสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง นั่นคือ "ภาวะโลกเดือด"

 

🔵 [WHO เตือน: ความร้อนจะคร่า 2.5 แสนชีวิตต่อปี]

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินแล้วว่า ระหว่างปี 2573–2593 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นราว 250,000 คนต่อปี จากทั้งการขาดแคลนอาหาร โรคมาลาเรีย ท้องร่วง และโรคลมแดด (Heat Stroke) ซึ่งกลุ่มเสี่ยงหนักที่สุดคือ ผู้สูงอายุ ที่ร่างกายทนความร้อนได้น้อยกว่า และ เด็กเล็ก ที่ปอดและสมองต้องรับมลพิษที่หนักขึ้นทุกวัน

 

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ภาพในอนาคตไกล มันกำลังนับถอยหลัง

 

แล้วคนไทย อยู่ตรงไหนในสมการนี้?

🔵 [ไทยเสี่ยงสูง: ความร้อนกัดกินทั้งสุขภาพและกระเป๋าเงิน]

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในฐานะผู้มองดู เราอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยง ระดับต้นๆ ของโลก และข้อมูลก็สะท้อนชัดเจน

 

- ด้านสุขภาพ: กรมอนามัยระบุว่าปี 2567 ไทยพบดัชนีความร้อน (Heat Index) ในระดับ "อันตรายมาก" หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

- ด้านเศรษฐกิจ: ILO คาดว่าภายในปี 2573 ไทยจะสูญเสียชั่วโมงการทำงานถึง 1.2% เพราะความร้อน ซึ่งหมายถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลในภาคก่อสร้าง เกษตรกรรม และท่องเที่ยว

 

- ด้านโรคระบาด: กรมควบคุมโรคชี้ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นและฝนที่ผิดปกติทำให้พื้นที่ระบาดของ ไข้เลือดออกและมาลาเรียขยายวงกว้าง และควบคุมยากขึ้น

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์" อย่างเต็มตัว ระบบสาธารณสุขจึงต้องแบกรับภาระหนักสองทาง (Double Burden) ทั้งจากผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และโรคอุบัติใหม่จากสภาพภูมิอากาศที่ซ้ำเติมกันอีกชั้น

 

แต่ยังมีสิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้น นั่นคือ "ความเหลื่อมล้ำที่ความร้อนสร้างขึ้น"

🔵 [Longevity Gap: คนรวยอายุยืนกว่าคนจน…เกือบ 10 ปี เพราะต้นไม้]

ข้อมูลระบุชัดว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านที่มีพื้นที่สีเขียวและอากาศเย็นกว่า อาจมีอายุขัยยืนยาวกว่าผู้ที่อยู่ในย่านแออัดร้อนจัดได้ถึง เกือบ 10 ปี นั่นหมายความว่า "ความเขียว" กลายเป็นสิทธิพิเศษของคนที่มีกำลังจ่าย ขณะที่คนรายได้น้อยในเมืองต้องแลกชีวิตกับอากาศร้อนและมลพิษ ทุกวันทุกคืน

 

🔵 [ทางออก: Climate-Resilient Longevity โจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องตอบ]

ความท้าทายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือโจทย์ใหญ่ระดับชาติที่ธุรกิจ นโยบาย และปัจเจกบุคคลต้องร่วมกันตอบ

 

ภาคธุรกิจ เห็นโอกาสในตลาด Longevity Economy ที่กำลังขยายตัว ทั้ง Smart Housing กันความร้อน ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากมลพิษ (ESG Insurance) และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อความมั่นคงทางอาหาร

 

ภาครัฐ ถึงเวลาที่นโยบาย "สังคมสูงวัย" และ "Net Zero" ต้องไม่ถูกบริหารแยกกันอีกต่อไป เพราะการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลและเพิ่มคุณภาพชีวิตของแรงงานอย่างตรงจุด

 

ในระดับปัจเจก ทุกการตัดสินใจที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ล้วนเป็น "การลงทุนในอายุขัยของตัวเองและคนที่คุณรัก"

 

เพราะหากเราต้องการให้เด็กที่เกิดในปี 2569 มีชีวิตอยู่จนถึงปี 2649 อย่างมีสุขภาพดี โลกใบนี้ต้องเป็น "บ้านที่น่าอยู่" ไม่ใช่เตาอบขนาดยักษ์ที่แผดเผาทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

 

💬 คุณคิดว่า ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับการรับมือกับ "ความร้อนที่กำลังขโมยอายุขัย" ของเรา? และสิ่งใดที่ภาครัฐและเอกชนควรเริ่มทำก่อนเป็นอันดับแรก?