🔵[ความเสี่ยงทางการคลังและพายุเศรษฐกิจที่ถาโถม]
แม้ไทยจะเสนอตัวด้วยงบประมาณที่ต่ำที่สุดในบรรดาคู่แข่งคือประมาณ 8,400 ล้านบาท (แบ่งเป็นงบจัดการแข่งขัน 6,900 ล้านบาท และงบเตรียมนักกีฬา 1,500 ล้านบาท) แต่ตัวเลขนี้อาจเป็นดาบสองคม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตเพียง 1.6% - 2.1% ในปี 2025-2026 ซึ่งต่ำที่สุดในภูมิภาค
ด้วยหนี้สาธารณะที่ใกล้แตะเพดาน 70% ของ GDP และการที่รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณไปกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ทำให้งบประมาณด้านกีฬาอาจถูกมองว่าเป็น "ภาระ" มากกว่า "การลงทุน"
หากไม่สามารถดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ การใช้ภาษีประชาชนจำนวนมากในช่วงเศรษฐกิจซบเซาอาจเผชิญกับแรงต้านทางสังคม
🔵[มวยไทย Soft Power และหมุดหมายสู่บริสเบน 2032]
ในแง่ยุทธศาสตร์ ยูธโอลิมปิก 2030 ถูกวางไว้เป็นสะพานเชื่อมสู่การผลักดัน "มวยไทย" เข้าสู่โอลิมปิกฤดูร้อนปี 2032 ณ เมืองบริสเบน
การใช้เวทียูธโอลิมปิกทดสอบระบบการแข่งขันมวยไทยเยาวชน จะเป็นการแสดงให้ IOC เห็นถึงความปลอดภัยและมาตรฐานจริยธรรมที่สูง
ความแข็งแกร่งของ Soft Power นี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ IOC มองข้ามปัญหาความไม่แน่นอนทางการเงินบางประการไปได้ เนื่องจากมวยไทยได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
🔵[บทสรุป: ไปต่อหรือพอแค่นี้?]
ประเทศไทยมีความเหมาะสมในด้าน สถานที่และวิสัยทัศน์ทางวัฒนธรรม แต่ "ยังไม่เหมาะสม" ในด้าน เสถียรภาพทางการคลังและการบริหารจัดการ
การจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ไทยจำเป็นต้องสร้าง "พันธสัญญาที่ไม่อาจเพิกถอนได้" (Irrevocable Commitment) ผ่านมติ ครม. ที่ผูกพันงบประมาณไว้โดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบหากรัฐบาลเปลี่ยนโฉมหน้าไปอีกในอนาคต
หากไทยต้องการเป็นเจ้าภาพระดับโลกที่แท้จริง ต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นกีฬาเป็นเพียงต้นทุน ไปสู่การมองเป็น "อุตสาหกรรมแห่งอนาคต"
ยูธโอลิมปิก 2030 จึงไม่ใช่แค่การแข่งกีฬา แต่เป็นบททดสอบสุดท้ายที่จะกำหนดอนาคตการทูตกีฬาของไทยในศตวรรษที่ 21