เนชั่นทีวี

ข่าว

“นิกร-ยศชนัน” ผนึก 2 กระทรวง ปูพรมสร้าง “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5”

18 เม.ย. 2569

“นิกร-ยศชนัน” ผนึก 2 กระทรวง ปูพรมสร้าง “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5”

“นิกร-ยศชนัน” เยี่ยมสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ พร้อมทั้งผนึก 2 กระทรวง ปูพรมสร้าง “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5” เฟสแรก 83 ห้อง ดูแลกลุ่มเปราะบาง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

18 เมษายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

“นิกร-ยศชนัน” ผนึก 2 กระทรวง ปูพรมสร้าง “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5”

 

และร่วมประชุมบูรณาการการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษในพื้นที่ภาคเหนือ ณ ห้องแอนโดรเมดา ชั้น 1 อาคารท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

“นิกร-ยศชนัน” ผนึก 2 กระทรวง ปูพรมสร้าง “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5”

นายนิกร กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษในพื้นที่ภาคเหนือ นับเป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวง พม. โดยได้เร่งดำเนินการทำ "ห้องปลอดฝุ่น PM2.5" สำหรับดูแลกลุ่มเปราะบางที่เป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งเป็นผู้รับบริการที่มีความเสี่ยงรับสัมผัสสูงในความดูแลของสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในสังกัดกระทรวง พม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคเหนือ 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ และน่าน โดยร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในการนำนวัตกรรมมาทำให้เป็นห้องปลอดฝุ่น PM2.5  เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง

“นิกร-ยศชนัน” ผนึก 2 กระทรวง ปูพรมสร้าง “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5”

 

นายนิกร กล่าวว่า กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนห้องปลอดฝุ่น PM2.5 ได้แก่ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์  มีเด็กในความอุปการะ อายุ 0-6 ปี จำนวน 173 คน และอายุ 7-18 ปี ปี จำนวน 123 คน รวมทั้งสิ้น 296 คน ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ อาทิ โรคระบบทางเดินหายใจ อาการระคายเคืองตา เลือดกำเดาไหล และโรคภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นต้น ทั้งนี้ จึงขอความร่วมมือจากนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เข้าประเมินสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น และขอรับการสนับสนุนในการจัดทำห้องปลอดฝุ่น PM2.5 สำหรับเด็ก จากมูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยปี 2568 ได้มีการติดตั้งพัดลมกรองฝุ่นและระบบเติมอากาศสะอาด จำนวน 6 ห้อง (6 เครื่อง) ในพื้นที่ 3 อาคาร รองรับเด็กในความอุปการะได้จำนวน 200 คน มูลค่า 300,000 บาท โดยมีแผนขอรับสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อจัดทำห้องปลอดฝุ่น PM2.5  เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขภาพ และพัฒนาการตามช่วงวัย

 

“นิกร-ยศชนัน” ผนึก 2 กระทรวง ปูพรมสร้าง “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5”

 

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ กระทรวง พม. มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้

 

1. การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ของกระทรวง พม. ได้แก่

1.1) นโยบาย Quick Win กระทรวง พม. จะเร่งรัดดำเนินการผ่านการทำห้องปลอดฝุ่น สำหรับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ภาคเหนือ 8 จังหวัด ซึ่งจากการสำรวจความต้องการห้องปลอดฝุ่น PM2.5 ของหน่วยงาน พม. (ณ วันที่ 17 เมษายน 2569) พบว่า มีความต้องการห้องปลอดฝุ่น PM2.5 จำนวน 83 ห้องทันที โดยการร่วมสนับสนุนงบประมาณจากทางกระทรวง อว.

 

1.2) แผนระยะกลาง (Intermediate range plan) ขยายผลในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ สถานสงเคราะห์เด็กและสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็ก จำนวน 31 แห่ง , บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด จำนวน 77 แห่ง , ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จำนวน 12 แห่ง , สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จำนวน 11 แห่ง และสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จำนวน 8 แห่ง รวมทั้ง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด 76 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับประชาชนผู้มาใช้บริการ

 

2. ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพิ่มเติม เพื่อใช้เทคโนโลยีต่างๆมาประยุกต์ใช้ ให้เกิดความแม่นยำในการแก้ปัญหา และพัฒนาห้องปลอดฝุ่น PM2.5 ให้เพียงพอต่อผู้รับบริการในสถานสงเคราะห์

 

“นิกร-ยศชนัน” ผนึก 2 กระทรวง ปูพรมสร้าง “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5”

 

3. บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการขับเคลื่อนลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนาน คือระยะสั้น นำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัด โดย “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง ผลงานวิจัยของ มช. นำโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือระบบความดันบวก (Positive Pressure) ร่วมกับเครื่องฟอกอากาศ DIY และ เซนเซอร์ IoT วัดฝุ่น ซึ่งจะทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และเก็บกวาดฝุ่นภายในห้อง ติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชนผลิต-ซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนในพื้นที่

 

สำหรับระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำ deep tech มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่า พร้อมตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ โดยเฟสแรก จะขยายผล “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย พร้อมเป้าหมายระยะถัดไปขยายสู่ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ

 

นอกจากนี้ คณะยังได้เดินทางไปยังสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อ.แม่ริม เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ 

 

ระหว่างการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่มีศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นได้เองมานานแล้ว หรือที่เรียกว่า "Made in Chiang Mai" ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่ เช่นเรื่องห้องความดันบวก และมุ้งกันฝุ่นที่เป็นนวัตกรรม DIY ราคาถูกเพื่อให้คนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย และสามารถดึงสถานศึกษาในเครืออาชีวะ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรือราชภัฏ เข้ามาเป็นแกนกลางในการช่วยดำเนินการให้ชุมชนได้ทันที 

 

นอกจากนี้ยังเน้นนโยบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุลและเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวง พม. เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนในเรื่องของกฎหมาย ภาครัฐมีความยินดีที่จะเร่งผลักดันให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนและคลอดออกมาให้เร็วที่สุด แต่ในระหว่างที่รอข้อกฎหมาย ทุกหน่วยงานสามารถเริ่มลงมือแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ