เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : ดาวอสของ “ปูติน” กับอนาคต “สงครามยูเครน”

07 มิ.ย. 2569 | nathaorn_som

OPINION : ดาวอสของ “ปูติน” กับอนาคต “สงครามยูเครน”

สัปดาห์นี้มีงานใหญ่ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เกิดขึ้นที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย มีชื่อว่า St. Petersburg International Economic Forum หรือ SPIEF โดยเป็นการประชุมด้านเศรษฐกิจและการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2540 และรัสเซียหวังให้งานนี้เปรียบเสมือนการประชุม World Economic Forum ซึ่งจัดขึ้นทุกปีที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์

แต่การประชุม SPIEF ในปีนี้กลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วนจากการโจมตีด้วย “กองทัพโดรน” ของยูเครน ในขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ได้ฉวยจังหวะนี้ออกจดหมายเปิดผนึกชวนปูตินมาคุยกันเพื่อจบสงคราม แต่ปูตินก็ยังคงปฏิเสธ แถมยังส่งสัญญาณนั่งในตำแหน่งผู้นำประเทศอีกยาวนาน ทำให้สงครามยูเครนที่ล่วงเลยมาเกือบ 4 ปีครึ่งยังคงไร้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

 

🔵 [ดาวอสของ “ปูติน”]

การประชุม SPIEF ถือกำเนิดขึ้นในช่วงหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตไม่นาน รัสเซียในขณะนั้นซึ่งต้องการเม็ดเงินการลงทุนจากนานาชาติจึงได้จัดงานนี้ขึ้น แต่การเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงของปูตินเริ่มขึ้นในปี 2548 ที่เขาเข้าร่วมงานด้วยตัวเอง ก่อนที่ในปีต่อมาปูตินได้เข้ามาเป็น “ผู้อุปถัมภ์” การประชุมอย่างเป็นทางการ และร่วมกล่าวสุนทรพจน์เป็นประจำแทบทุกปีนับจากนั้น

 

การประชุมปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน ภายใต้แนวคิด Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future (การพูดคุยแบบรูปธรรม: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง) มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน จาก 130 ประเทศ โดยเฉพาะการกลับมาครั้งแรกของผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ นับตั้งแต่ก่อนสงครามยูเครน 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งร็อดนีย์ มิมส์ คุก จูเนียร์ ประธานคณะกรรมการด้านวิจิตรศิลป์ มาร่วมกล่าวในด้านความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย นอกจากนี้ก็ยังมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้งของจีน รัฐมนตรีพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ไปจนถึงนักแสดงชื่อดังและผู้สนับสนุนตัวยงของปูติน “สตีเวน ซีกัล” ร่วมปรากฎตัวด้วย

 

🔵 [สงครามเปลี่ยนเกม]

เดิมที SPIEF เป็นการประชุมที่ดึงดูดความสนใจจากโลกตะวันตกได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดสงครามยูเครนในปี 2565 ที่สหรัฐฯ และยุโรปออกมาตรการคว่ำบาตรลงโทษรัสเซีย การประชุม SPIEF ก็ได้เปลี่ยนทิศทางมุ่งเน้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือที่สมัยนี้นิยมเรียกกันว่า “กลุ่มประเทศโลกใต้” ทั้งเอเชียกลาง อเมริกาใต้ และแอฟริกา เพื่อประกาศศักดาว่า รัสเซียยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโลกตะวันตกอีกต่อไป

ก่อนที่การประชุม SPIEF ปีนี้จะเริ่มขึ้นไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏว่ายูเครนได้โจมตีแบบเซอร์ไพรส์ ด้วยการส่งโดรนถล่มสนามบิน คลังน้ำมัน เรือรบและฐานทัพเรือ ห่างจากสถานที่จัดการประชุมเพียง 16 กิโลเมตรเท่านั้น เพื่อหวังที่จะสร้างความขายหน้าให้กับงานใหญ่ของปูตินและนำไปสู่การตั้งคำถามถึงขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของรัสเซีย ในขณะที่ผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กยืนยันว่าสามารถสกัดโดรนได้เกือบ 60 ลำ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีใครเสียชีวิต ล่าสุดในวันสุดท้ายของการประชุมเมื่อวานนี้ ยูเครนก็ยังคงโจมตีต่อเนื่องด้วยโดรนกว่า 140 ลำ จนกระทั่งทางการต้องออกคำสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านเพื่อความปลอดภัย 

 

🔵 [จดหมายจาก “เซเลนสกี”]

ในเวลาเดียวกัน เซเลนสกีได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงปูตินที่เขายังไม่เคยได้เจอแบบตัวเป็นๆ นับตั้งแต่เริ่มสงคราม โดยเสนอให้กำหนดวันพบหน้ากันอย่างชัดเจน และยูเครนพร้อมที่จะหยุดยิงตลอดช่วงเวลาของการเจรจา แม้ที่ผ่านมารัสเซียเคยเสนอให้เซเลนสกีเดินทางมาพบปูตินที่มอสโก แต่นั่นย่อมเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

 

จดหมายความยาวกว่า 1,800 คำนี้ระบุด้วยว่า ชาวรัสเซียเริ่มเหนื่อยล้าจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของยูเครน ประกอบกับปัญหาน้ำมันขาดแคลน ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ปูตินต้องไม่กลัวที่จะเดินออกจากสงครามด้วยการเจรจาโดยตรง ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังมุ่งความสนใจไปที่อิหร่าน ดังนั้นคงเป็นเรื่องผิดพลาดที่ปูตินจะเอาแต่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของสหรัฐฯ อีกครั้ง

 

ด้านทรัมป์เองที่ง่วนอยู่กับเรื่องอิหร่านก็เห็นด้วย โดยบอกว่าทั้งสองฝ่ายต้องยอมประนีประนอม ซึ่งสหรัฐฯ เคยได้เสนอแนวทางไปแล้ว นอกจากนี้เซเลนสกียังมีกำหนดเยือนอังกฤษเพื่อพบกับผู้นำ 3 ชาติที่รวมถึงฝรั่งเศสและเยอรมนีในวันนี้ด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับยูเครน หากจะมีโอกาสใดใดในการเจรจากับรัสเซียในอนาคต

.

🔵 [ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย]

หลังออกจดหมายได้ไม่นาน ปูตินก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย โดยตอบแบบสั้นๆ บนเวที SPIEF ว่าข้อเสนอของเซเลนสกีนั้นมีถ้อยคำที่“ไม่สุภาพ” และยังไม่มีเหตุผลในเวลานี้ที่จะพบหน้ากับอีกฝ่ายพร้อมตั้งคำถามถึงการโจมตีของยูเครนว่า นี่เป็นการสร้างเงื่อนไขสำหรับการพบปะกัน หรือเป็นวิธีหลีกเลี่ยงกันแน่

 

ปูตินย้ำว่า แม้การโจมตีจะสามารถสร้างความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถือเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเชื่อว่ารัสเซียจะยังคงเป็นหมุดหมายที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่อไป การหยุดยิงจะยิ่งช่วยให้ยูเครนมีเวลาในการฟื้นฟูกองทัพ และข้อตกลงต้องมีผลแบบถาวร ไม่ใช่แค่ 3 หรือ 6 เดือน ปฏิบัติการทางทหารจะยุติลงในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน แต่ก็ต่อเมื่อรัสเซียบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วเท่านั้น

 

หลังจากได้ยินคำตอบของปูติน เซเลนสกีออกมาโพสต์โต้ตอบว่ารัสเซียกำลังเลือกสงครามอีกครั้ง และคนทั่วโลกต่างผิดหวังกับคำตอบนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าปูตินเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อของเซเลนสกีในระหว่างการตอบคำถาม โดยก่อนหน้านี้เขาเคยตั้งคำถามว่าเซเลนสกียังเป็นผู้นำที่ชอบธรรมอยู่หรือไม่ หลังจากครบวาระการดำรงตำแหน่งไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ยูเครนยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้เพราะประเทศยังคงอยู่ในภาวะสงคราม

 

🔵 [มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้]

แต่การดำรงตำแหน่งมา 7 ปี ของเซเลนสกี เทียบไม่ได้เลยกับปูตินที่อยู่ในฐานะผู้นำรัสเซียมา 26 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่บ้านเรามีนายกฯ ชื่อ ชวน หลีกภัย แถมปูตินยังตอบคำถามสื่อในงาน SPIEFอย่างมีนัยสำคัญว่า จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้เขาลงสมัครได้อีกในปี 2573 แต่ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เพราะประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่และเร่งด่วนมากมาย ตอนนี้ทุกคนควรคิดถึงอนาคตของรัสเซียมากกว่า

 

แต่การจะนั่งในตำแหน่งผู้นำประเทศได้ต่อไป สุขภาพร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งปูตินในวัย 73 ปีตอบว่า “มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้” ว่าเราจะมีสุขภาพดีเพียงพอเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้หรือวันมะรืนนี้หรือไม่ แต่สำหรับคำถามที่คนทั้งโลกสงสัยว่า สงครามยูเครนจะมีบทสรุปเมื่อไหร่ ผมว่าอาจมีเพียง “วลาดิมีร์ ปูติน” เท่านั้นที่รู้ครับ