🔵 [สงครามอิหร่าน-ช่องแคบฮอร์มุซ : ตัวแปรที่พลิกทุกอย่าง]
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าปัญหา "ช่องแคบฮอร์มุซ" คือตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริง ช่องแคบนี้คือเส้นทางลำเลียงน้ำมันของโลกที่มีน้ำมันไหลผ่านถึง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 10% ของอุปทานน้ำมันโลก เมื่อถูกปิด ผู้ผลิตทั้ง UAE, ซาอุดีอาระเบีย, อิรัก และคูเวต ต่างต้องลดกำลังการผลิตพร้อมกัน ทำให้โควตาของโอเปกกลายเป็นเรื่องไม่มีความหมาย
ในภาวะเช่นนี้ การออกจากโอเปกของ UAE จึง "เจ็บน้อยกว่าปกติ" ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในลอนดอนเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความตึงเครียดของตลาดที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย
🔵 [ระยะสั้นอาจสงบ แต่ระยะยาวไม่มีใครการันตีได้]
เดวิด ออกซ์ลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ชี้ให้เห็นภาพสองด้านที่อาจเกิดขึ้น: หากโอเปกอ่อนแอลงจนไม่สามารถควบคุมอุปทานได้ ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจลดลงในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า แต่ในเวลาเดียวกัน "ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนมากขึ้น" เพราะจะไม่มีองค์กรกลางคอยเป็น "กันชน" ดูดซับแรงกระแทกเหมือนที่ผ่านมา
และยิ่งน่ากังวลหากเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ประเทศสมาชิกอื่นๆ ตัดสินใจเดินออกตามกัน
"สายสัมพันธ์ที่ผูกมัดสมาชิกโอเปกไว้ด้วยกันเริ่มคลายตัวลงแล้ว" ออกซ์ลีย์เตือน
🔵 [แล้วไทยจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?]
สำหรับคนไทย สิ่งที่ควรจับตาคือ "ราคาน้ำมันในอนาคต" ในระยะสั้น ตลาดยังตึงตัวจากสงครามอิหร่านและปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและ UAE เริ่มเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างอิสระ — ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าสามารถเพิ่มได้ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันโลกอาจมีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
โครงสร้างพลังงานโลกที่เราคุ้นเคยมา 6 ทศวรรษกำลังถูกปรับเขียนใหม่ ทีละหน้า
ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าคิดต่อคือ หากโอเปกอ่อนแอลงจนไม่สามารถทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพตลาดน้ำมันได้อีกต่อไป โลกของเราพร้อมแค่ไหนกับราคาพลังงานที่ผันผวนหนักและคาดเดาได้ยากขึ้น?
และสำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด — ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องจริงจังกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของตัวเอง?